ทางสองแพร่งของการปฎิรูปประเทศด้านการศึกษา

ทางสองแพร่ง ของการปฎิรูปประเทศด้านการศึกษา
ผมเป็นคนกลางที่ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรเกี่ยวข้อง ไม่ว่า ร่าง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…เวอร์ชั่นไหนจะเข้าวิน หรือจะหลอมรวมกันออกมาแล้วหน้าตาจะเป็นอย่างไร
เมื่อร่างกฎหมายเข้าสภา กรรมาธิการวิสามัญแปรญัตติร่างกฎหมายของรัฐสภาเริ่มเดินเครื่องพิจารณา โดยจะเป็นการพิจารณาร่วมกันของทั้งสองสภา เพราะถือว่าเป็นกฎหมายปฎิรูปประเทศ (ด้านการศึกษา) ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 บัญญัติไว้ แต่ลึกๆ แล้วผมเองก็ยังเป็นห่วงนิสิต-นักศึกษาครูที่ค้างท่ออยู่ กำลังเรียนอยู่คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ และจะจบการศึกษาออกมาเพื่อเป็นครูในอนาคต กำลังสับสนกับข่าว ‘วิวาทะ’ ขององค์กรครูกลุ่มต่างๆ และความเห็นที่หลากหลายแตกต่างกันของคนในวงการศึกษา เกี่ยวกับ ร่างกฎหมายการศึกษา ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน และส่วนตัวผมเองก็คงจะปล่อยผ่าน ที่จะไม่วิพากษ์-วิจารณ์ร่างกฎหมายการศึกษาที่อยู่ข้างหน้า 2-3 ฉบับ โดยเฉพาะเวอร์ชั่นที่ผ่านกรรมการกฤษฎีกา ตามจริตวิสัยของครู-อาจารย์ อดีตนักวิชาการ/ผู้ชำนาญการ/ที่ปรึกษากรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎ หลายสมัย ก็คงไม่ได้ เพราะผมก็ยังมีส่วนร่วมในฐานะต่างๆ อยู่ในวงการศึกษา ยังเป็นห่วงต่อทิศทางของการศึกษาไทยและครูรุ่นใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นลูกศิษย์ของผมเองด้วย

**อย่างที่เราๆ ท่านๆ ทราบกันดีว่า โดยปกติเมื่อมีการเสนอร่างกฎหมายเข้าสภา (สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา) ร่างกฎหมายฉบับรัฐบาลก็มักจะเป็นร่างหลัก ในการพิจารณาในวาระแรกเพื่ิอรับหลักการ ร่างกฎหมายของพรรคการเมือง หรือภาคประชาชน (ถ้ามีการเสนอและเข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ) ที่เสนอเข้ามา ‘ประกบ’ เพื่อประกอบ ในการพิจารณาแปรญัตติ สุดท้ายแล้ว ร่างกฎหมายดังกล่าวจะปรับแก้ไปอย่างไร ออกมาหน้าตาอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับ ‘ฝ่ายนิติบัญญัติ’ คือรัฐสภา ซึ่งหมายถึง ทิศทางและวิสัยทัศน์ของฝ่ายการเมืองเสียงข้างมากที่จะยกมือโหวต นั่นเอง

  1. ร่างสาระบัญญัติ มากกว่า 90% ยังเหมือนต้น่ร่างของฉบับ กรรมการอิสระฯ (กอปศ.) ที่ครูทั่วประเทศเคยคัดค้านมาแล้ว และ ครม.ของรัฐบาล คสช.เคยมีมติไม่เห็นชอบ ไม่ประกาศเป็นพระราชกำหนด (กระแสข่าวช่วงนั้นเห็นว่าจะเร่งออกเป็น พรก.) จึงได้ชลอการนำเสนอเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้มีการทบทวนมาแล้ว
  2. ในปัจจุบันถึงแม้ท่านนายกรัฐมนตรี ส่งร่าง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้ มาให้กรรมการกฤษฎีกา คณะพิเศษ ที่นายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน โดยร่วมกับ สมัชชาเครือข่ายครูฯ (สคคท.) ที่ ดร.ดิเรก พรสีมาและคณะ เสนอ เพื่อพิจารณาหลอมรวมกับร่าง พรบ. ของสมัชชาเครือข่ายฯ แต่ปรากฎว่า กระบวนการการมีส่วนร่วมดังกล่าว ไม่ได้มีการรับฟังความเห็นของตัวแทนเครือข่าย/องค์กรครู เท่าที่ควร และไม่มีการมีส่วนร่วมในการหลอมรวมอย่างแท้จริง ร่าง พรบ. ที่ผ่านการพิจารณาของกรรมการกฤษฎีกา คณะพิเศษ ชุดดังกล่าว จึงยังคงมีเนื้อหาสาระสำคัญที่เคยถูกคัดค้าน เหมือนฉบับ กอปส. อยู่ไม่น้อยกว่า 90% มีปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยในบางนิยาม คำบางคำ และข้อความบางข้อความเท่านั้น
  3. มีความชัดเจนว่า
    สาระบัญญัติใน ร่าง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ..ฉบับที่ผ่านกรรมการกฤษฎีกา มีความไม่ชัดเจน ยังไม่ตกผลึกหลายประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ ที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาหลายเรื่อง ได้แก่
    3.1 เหตุผลที่เป็นหลักการและอารัมภบท
    ในส่่วนแรกของการเสนอร่าง พรบ.ฉบับที่ผ่านกฤษฎีกา เน้นในประเด็นความจำเป็นที่ต้องให้ครูต้องมี ‘ใบรับรองความเป็นครู’ มาปรับแก้เป็น ‘ใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู’ ภายหลัง (ในขณะที่ปัจจุบันมีการใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูอยู่แล้ว) เหมือน “เกาไม่ถูกที่คัน” เป็นประเด็นที่คนอ่านกฎหมายจำนวนมากอาจ
    มองข้าม แต่นับว่าไม่สอดคล้องกับแผนปฎิรูปประเทศด้านการศึกษา ส่วนที่ควรเน้นในเชิงปฏิรูป เช่น กระบวนการผลิต-พัฒนาครู การกระจายอำนาจการศึกษา และการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ ที่จะส่งเสริมให้โรงเรียนมีความเข้มแข็ง ให้มีคุณภาพการศึกษากลับไม่มีการเน้นในอารัมภบท 3.2 มีความชัดเจนว่าร่าง พรบ.นี้ ตั้งใจจะลดสถานภาพของวิชาชีพครูในฐานะวิชาชีพควบคุม ที่อาจกระทบสิทธิอันพึงมีพึงได้และ เส้นทางของวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งจะส่งผลต่อขวัญ-กำลังใจของครูทั่วประเทศ ตลอดจนจะกระทบต่อแรงจูงใจของคนรุ่นใหม่ที่มีผลการเรียนดี เป็นตัวป้อนที่ดีที่จะเป็นครูดี-ครูเก่ง ที่อาจไม่เลือกเรียนครูในอนาคต เป็นการ “เกาไม่ถูกที่คัน” ส่วนที่ควรปรับแก้ไม่แก้ไข มุ่งแก้ไขส่วนที่ไม่ควรปรับเปลี่ยน โดยไม่รู้เจตนาที่แท้จริง ส่วนนี้จึงไม่สอดคล้องกับเป้าหมายสำคัญ
    ที่เครือข่ายภาคประชาชน และ สคคท.เสนอเป็นหนึ่ง ใน ห้าประเด็นหลักการ ต่อท่านนายกรัฐมนตรี ในวันที่เข้าพบ คือบทบัญญัติในกฎหมายการศึกษาควรส่งเสริมขวัญ-กำลังใจและความเป็นวิชาชีพของครู 3.3 ร่าง พรบ.ฉบับผ่านกรรมการกฤษฎีกา
    ลดสถานภาพคุรุสภา ซึ่งมีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน จากสภาวิชาชีพทางการศึกษา มาเป็น “องค์กรครู” ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนด มตฐ.และจรรยาบรรณวิชาชีพ อีกต่อไป และร่าง พรบ.นี้ เปลี่ยนใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เป็น “ใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู” และมีหลักเกณฑ์ในการออก หรือไม่ออกใบรับรองฯ ที่มีข้อโต้แย้งอีกหลายเรื่อง เช่น หัวหน้าสถานศึกษา ผู้ช่วยหัวหน้าสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ไม่ต้องมี’ใบรับรอง’ การประกอบวิชาชีพนั้้นๆ ซึ่งเครือข่ายองค์กรครู ที่ไม่เห็นด้วยและคัดค้าน เห็นว่า จะส่งผลให้ วิชาชีพครูโดยรวมตกต่ำลง 3.4 เป็นเริ่องน่าแปลกใจมาก ว่าร่าง พรบ.นี้ กำหนดสาระบัญญัติที่ไม่ตกผลึก ไม่ชัดเจนในหลายส่วน เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับ สถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ ทั้งโครงสร้าง องค์ประกอบของสถาบันฯ ดังกล่าว อีกทั้งอำนาจหน้าที่ที่ต้องทบทวนในหลายประเด็นที่ลงลึกไปถึงการตรวจสอบถึงระดับโรงเรียน ทั้งๆ ที่สถาบันหลักสูตรฯ ไม่ใช่หน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียน ความไม่ตกผลึกของร่างสาระบัญญัติและความไม่ชัดเจนแน่นอนว่าสถาบันฯ ดังกล่าว จะมีหรือไม่มีในอนาคต อาจส่งผลทำให้หลักสูตรการศึกษาโดยรวมของชาติ ล้าหลังไปอย่างน้อย 5 ปี ตามเวลาที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล 3.5 ที่หนักหนาสาหัสมากในร่าง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…ฉบับที่ผ่านกฤษฎีกา คือร่างสาระบัญญัติเกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารหน่วยงานไฮไลท์อยู่ที่บทเฉพาะกาล มาตรา 106 อาจมีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ ต่อการกระ
    จายอำนาจการบริหารการศึกษา เพราะร่าง พรบ.ฉบับนี้ ให้อำนาจคนสองคนคือ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ และ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกันพิจารณาเสนอว่าโครงสร้างหน่วยงานในส่วนกลางจะเป็นอย่างไร (กำหนดเวลาไว้ในทเฉพาะกาล 2 ปี) จะตั้้งใจหรือไม่ก็ตาม ร่าง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้ ไม่ตกผลึก ไม่ชัดเจนว่าในการแบ่งหน่วยงานที่จะกำกับดูแล ตามระดับและประเภทการศึกษา มองข้ามการบริหารในรูปองค์คณะบุคคล และไม่ตกผลึก ไม่ชัดเจนในโครงสร้างการบริหารในส่วนภูมิภาค และหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค ว่าจะให้เป็นอย่างไร (ให้เป็นเรื่องของอนาคต คนใน ศธ.ไปคุยกันเอง) ซึ่งผมเห็นว่า ถ้าสาระบัญญัติเป็นอย่างนี้ นอกจากจะไม่ช่วยแก้ไขปัญหา-ข้อขัดข้องเกี่ยวกับโครงสร้างหน่วยงานในระดับจังหวัด และเขตพื้นที่การศึกษาที่เป็นอยู่ปัจจุบันแล้ว ยังอาจสร้างปัญหาใหม่ที่จะก่อให้เกิดความโกลากลและบั่นทอนขวัญ-กำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานในภูมิภาคมากขึ้นอีกด้วย

“ทางสองแพร่ง” ควรเลือกทางไหน? ขอคั่นรายการไว้ที่ผลการสำรวจทางออนไลน์ ของเครือข่ายองค์กรครูแห่งประเทศไทย (ค.อ.ท) และคงขอนำเสนอต่อตอนสอง ขอพักไว้แค่นี้ก่อน เพื่อไม่ให้ยาวเกินไป แท้ที่จริงยังมีประเด็นวิพากษ์ ร่างสาระบัญญัติ อีกหลายประเด็น
*เหลือเวลาอีกประมาณ 2 ปี จำเป็นต้องนำร่าง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…ฉบับของ กอปศ. ที่มีการปรับแก้บ้างเล็กน้อย แม้จะอ้างว่าผ่านการประชาพิจารณ์มาแล้ว แต่ได้ปรับแก้ตามข้อเสนอมากน้อยแค่ไหนก็ทราบกันดีอยู่ และผ่านกรรมกภารกฤษฎีกา คณะพิเศษ จ่อจะเข้าเสนอ ครม. แล้ว จะรีบไปไหน..จะรีบไปไหน.. รอทบทวนเพื่อหาความเห็นร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสียในวงการศึกษา ให้ตกผลึกกว่าที่เป็นอยู่ก่อนจะดีมั้ย? ร่างสาระบัญญัติเป็นการปฏิรูปที่สอดคล้องกับโลกในศตวรรษที่ 21 ตามที่อ้างอิงได้จริงเพียงใด เพราะยังมีเสียงคัดค้านจากองค์กรครูทั่วประเทศกันขรม! หรือว่า “โลกมันใกล้จะแตก” จึงจะเร่งเสนอเข้าสภา ในสมัยประชุมนี้

***กล่าวเฉพาะร่าง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…เวอร์ชั่นของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปส.) นั้นส่อเค้าลางของปัญหามาตั้งแต่ต้นในช่วงรัฐบาล คสช. ผมจับกระแสได้ว่า..เหตุผลที่เครือข่ายองค์กรครูฯ ทั่่่วประเทศกลุ่มใหญ่ คัดค้าน ร่างกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…ฉบับที่ผ่านกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ที่กำลังจ่อจะส่งกลับเข้ามาให้ ครม.พิจารณาเสนอเข้าสภา อันจะเป็นผลงานหนึ่งว่าได้สะสางการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ไปได้แล้วด้านหนึ่ง..ผมสรุปการวิเคราะห์ได้ ดังนี้

Click to rate this post!
[Total: 0 Average: 0]

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *