รายงานวิจัย เรื่อง การศึกษาพฤติกรรมการเรียนในกิจกรรมส่งเสริมอาชีพของนักเรียน โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์คือ 1) เพื่อพฤติกรรมการเรียนในกิจกรรมส่งเสริมอาชีพของนักเรียนโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมการเรียนในกิจกรรมส่งเสริมอาชีพของนักเรียนที่มีความบกพร่องของนักเรียน เพศ ชั้นปี เกรดเฉลี่ย สถานภาพสมรสของบิดามารดา รายได้ต่อสัปดาห์ของครอบครัว แหล่งที่มาของรายได้ในครัวเรือน การประกอบอาชีพหลักของครอบครัว 3) ศึกษาความสัมผัสระหว่างพฤติกรรมการเรียนในกิจกรรมส่งเสริมอาชีพของนักเรียนกับความถี่ในการเข้าเรียนในกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ การประกอบอาชีพหลักของครอบครัว แหล่งที่มาของรายได้ในครัวเรือน โดยประชากรในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ได้ทำการศึกษานักเรียนโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี ที่มีการเรียนในกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ จำนวน 219 คน โดยใช้วิธีของทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่าง 140 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเพื่อการศึกษาเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า โดยกำหนดคะแนนในแต่ละระดับที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบโดยการทดสอบค่าที (t-independent) การวิเคราะห์การแปรปรวน (One-way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะทำการทดสอบเป็นรายคู่โดยใช้สถิติของ Scheffe และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient)
ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับพฤติกรรมการเรียนในกิจกรรมส่งเสริมอาชีพของนักเรียนโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการประกอบอาชีพที่สุจริต ( = 4.25 , S.D. = 0.61) และด้านที่น้อยที่สุด คือ ด้านเจตคติ ( = 3.38 , S.D. = 0.45) 2) ผลการเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมการเรียน พบว่า นักเรียนที่มีเพศต่างกัน มีระดับพฤติกรรมในด้านการประกอบอาชีพสุดจริต , ด้านการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และด้านสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05, นักเรียนที่มีประเภทความบกพร่องของนักเรียนมีระดับพฤติกรรม ด้านเจคติในการเรียนในกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ ด้านการบริหารเวลาในการทำงาน แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญอย่างมีทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ระยะเวลาในการเข้าเรียนในกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ ในแต่ละสัปดาห์ มีความสัมพันธ์กับด้านสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล และโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05