เผยแพร่ผลงานวิชาการ เรื่องการพัฒนาทักษะการคิดผ่านวิทย์ปฐมวัยรูปแบบ"KANOM Model" โรงเรียนบ้านแท่นบัลลังก์ สพป.บร.3 ครูผู้สอน นางจิรวรรณ วงค์อรัญ
๑. ที่มาและความสำคัญของผลงาน นวัตกรรม ๑.๑ ความสำคัญหรือเป็นมาและสภาพของปัญหา ในยุคปัจจุบัน การเรียนรู้ในระดับปฐมวัยถือเป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการตลอดชีวิต เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่เด็กมีการเจริญเติบโตของสมองและการเรียนรู้ที่รวดเร็วที่สุด โดยเฉพาะด้าน ทักษะการคิด ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ การคิดเชิงระบบ การตั้งคำถาม หรือการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้ ตามกรอบพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 ได้ระบุว่า “การพัฒนาเด็กควรส่งเสริมให้เด็กสามารถคิดอย่างมีเหตุผล คิดแก้ปัญหา และเรียนรู้ด้วยตนเอง” (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560) กิจกรรมบางประเภทที่ดำเนินอยู่ในสถานศึกษายังขาดความสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กวัยนี้ เน้นการท่องจำ หรือทำตามคำสั่งมากกว่าการฝึกฝนให้เด็กได้คิด ค้นหา ทดลอง และสังเกตสิ่งรอบตัวด้วยตนเอง เด็กจึงมีความลังเลในการแสดงความคิดเห็น ขาดความกล้าในการคิดต่าง และยังไม่สามารถแสดงออกถึงความคิดหรือเหตุผลอย่างมีจุดมุ่งหมาย นอกจากนี้ เด็กยังมีความสนใจและสมาธิสั้นเมื่อเผชิญกับกิจกรรมที่ซ้ำซากหรือไม่ท้าทาย ส่งผลให้การเรียนรู้ไม่มีความต่อเนื่องและไม่สามารถพัฒนาทักษะการคิดได้อย่างลึกซึ้ง อีกทั้งจากการพูดคุยกับครูผู้สอน พบว่าครูยัง ขาดแนวทางหรือเครื่องมือที่ชัดเจนในการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงกระบวนการ ทำให้การออกแบบกิจกรรมยังขาดเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาทักษะการคิดอย่างแท้จริง ครูหลายท่านยังคงใช้วิธีการสอนแบบเดิม โดยไม่มีการประเมินกระบวนการคิดของเด็กอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ไม่สามารถสะท้อนพัฒนาการทางความคิดของเด็กแต่ละคนได้อย่างชัดเจน ดังนั้น เพื่อให้การจัดประสบการณ์ทางการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยสอดคล้องกับแนวทางการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาเครื่องมือหรือแนวทางที่ชัดเจนและเป็นระบบ ที่ช่วยครูจัดกิจกรรมซึ่งเน้นการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำอย่างแท้จริง จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในระดับชั้นอนุบาล 3 ของโรงเรียนบ้านแท่นบัลลังก์ พบสภาพปัญหาดังต่อไปนี้: เด็กขาดทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และคิดสร้างสรรค์ เด็กส่วนมากยังไม่สามารถตั้งคำถาม อธิบายเหตุผล หรือเชื่อมโยงความคิดของตนเองได้อย่างเป็นระบบ อ้างอิง: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2564). รายงานทักษะศตวรรษที่ 21 ของเด็กไทย กิจกรรมในห้องเรียนยังไม่เปิดโอกาสให้เด็กลงมือคิดจริงอย่างเต็มที่ พบว่ากิจกรรมส่วนใหญ่ยังยึดรูปแบบการทำตามคำสั่งมากกว่าการเรียนรู้จากการทดลองหรือปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ครูขาดแนวทางหรือเครื่องมือที่สามารถส่งเสริมการคิดอย่างเป็นระบบ การจัดประสบการณ์ของครูบางรายยังเน้นด้านความรู้และกิจกรรมเสริมทักษะโดยไม่มีกระบวนการคิดร่วมอยู่ด้วย ทำให้เด็กไม่เกิดทักษะเชิงลึกระบบการประเมินไม่สะท้อนกระบวนการคิดของเด็กอย่างแท้จริง เครื่องมือวัดผลที่ใช้ในชั้นเรียนยังเน้นการประเมินผลสัมฤทธิ์มากกว่าการประเมินการคิดเชิงกระบวนการและการสะท้อนความคิดของเด็ก จากสภาพปัญหาดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนา แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมทักษะการคิดอย่างครบวงจร สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยและบริบทในห้องเรียน จึงได้พัฒนา “KANOM Model” ขึ้นมา โดยยึดหลักการจัดการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ทดลอง ค้นหา และสะท้อนคิด เพื่อกระตุ้นให้เด็กปฐมวัยได้ฝึกคิดอย่างมีเหตุผล และพัฒนาทักษะการคิดที่หลากหลายภายใต้กิจกรรมที่มีความหมาย สนุก และสร้างแรงบันดาลใจ จากบริบทและปัญหาข้างต้น จึงเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนานวัตกรรม “KANOM Model” ซึ่งเป็นโมเดลการจัดประสบการณ์ที่ออกแบบอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดของเด็กปฐมวัยให้เกิดขึ้นจริงภายใต้กิจกรรมที่สนุก ท้าทาย และเหมาะสมกับพัฒนาการในช่วงวัยของนักเรียน ๑.๒ แนวทางการพัฒนา จากปัญหาที่พบว่า เด็กปฐมวัยขาดทักษะด้านการคิดอย่างมีเหตุผล ขาดการตั้งคำถามและความกล้าในการแสดงความคิดเห็น อีกทั้งครูยังขาดแนวทางที่ชัดเจนในการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมการคิดเชิงระบบ จึงมีความจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ทั้งในระดับผู้เรียนและผู้สอนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้ใช้หลักการ ออกแบบผลงานเชิงระบบ (Systematic Design Thinking) โดยดำเนินการตามแนวทางต่อไปนี้: วิเคราะห์ปัญหาอย่างลึกซึ้ง (Problem-Driven Approach) เริ่มจากการศึกษาสภาพแวดล้อมของห้องเรียนและพฤติกรรมของเด็กจริงในชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านแท่นบัลลังก์ เพื่อให้เข้าใจปัญหาเชิงพฤติกรรม ความต้องการ และข้อจำกัดของทั้งผู้เรียนและผู้สอนอย่างแท้จริง ระบุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างชัดเจน (Outcome-Oriented Design) มุ่งเน้นให้เด็กเกิดทักษะการคิดอย่างหลากหลาย เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การตั้งคำถาม และการอธิบายเหตุผล พร้อมทั้งวางเป้าหมายให้วัดผลได้ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ออกแบบนวัตกรรมที่สอดคล้องกับบริบท (Contextual Design) พัฒนาโมเดล KANOM ที่ตอบโจทย์บริบทห้องเรียนจริง โดยใช้กิจกรรมที่สนุก เข้าใจง่าย ใช้สื่อและสิ่งแวดล้อมที่หาได้ในโรงเรียน เช่น ใบไม้ ดินน้ำมัน ของเล่นเพื่อการเรียนรู้ ส่งเสริมบทบาทของครูเป็นผู้อำนวยความคิด (Facilitator-Based Learning) เปลี่ยนบทบาทของครูจาก“ผู้สอน” เป็น “ผู้อำนวย” ที่ออกแบบคำถาม กระตุ้นการคิด และสังเกตพฤติกรรมของเด็กแทนการให้คำตอบโดยตรง ใช้กระบวนการ PDCA ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดำเนินการตามขั้นตอน Plan – Do – Check – Act โดยมีการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ผลลัพธ์ และปรับปรุงกิจกรรมให้ตอบสนองต่อปัญหาจริง และนำผลสะท้อนจากครู/เด็กมาใช้ในการปรับพัฒนาแบบต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายของสถานศึกษาและหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย การจัดกิจกรรมตาม KANOM Model สนับสนุนแนวทางการจัดประสบการณ์ที่เน้นพัฒนาทั้งด้านสติปัญญาและอารมณ์ของเด็ก ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรปฐมวัย พ.ศ. 2560 และแผนยุทธศาสตร์ของสถานศึกษา การออกแบบนวัตกรรม “KANOM Model” เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหาที่พบในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งเน้นการจดจำมากกว่าการคิดอย่างมีเหตุผล ส่งผลให้เด็กขาดทักษะในการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ และไม่กล้าตั้งคำถาม การพัฒนานวัตกรรมจึงต้องออกแบบให้ครอบคลุม ทั้งด้านเนื้อหา วิธีการ และกระบวนการคิด โดยมีแนวคิดสำคัญรองรับ ได้แก่ แนวคิดทางทฤษฎีที่ใช้ในการออกแบบนวัตกรรม Jean Piaget: เด็กปฐมวัยต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงจึงจะสร้างโครงสร้างความคิดได้ Lev Vygotsky: การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อมีผู้ชี้แนะและอยู่ในขอบเขตการพัฒนาที่ใกล้เคียง Bruner & Dewey: เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านการค้นพบ การตั้งคำถาม และการลงมือปฏิบัติ แนวคิดเหล่านี้สนับสนุนให้นวัตกรรมออกแบบกิจกรรมในลักษณะ “การเรียนรู้เชิงรุกที่เกิดจากการลงมือทำอย่างมีเป้าหมาย” ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายหลักของ KANOM Model อย่างชัดเจน วิธีการออกแบบนวัตกรรม กำหนดโครงสร้างของโมเดล ออกแบบโมเดลที่มี 5 องค์ประกอบ คือ Knowledge – Action – Novelty – Outcome – Motivation โดยแต่ละองค์ประกอบสอดคล้องกับกระบวนการคิด และสามารถนำไปใช้จัดกิจกรรมจริงในห้องเรียนได้อย่างยืดหยุ่น พัฒนาแนวทางจัดกิจกรรม ออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ เช่น การคิดวิเคราะห์ (A), ความคิดสร้างสรรค์ (N), การสะท้อนผล (O) โดยจัดทำกิจกรรมต้นแบบอย่างน้อย 10 รูปแบบ เพื่อให้ครูสามารถนำไปใช้ดัดแปลงตามบริบทจริง พัฒนาเครื่องมือวัดผลและประเมินผลพัฒนาการ ออกแบบแบบประเมินเชิงพฤติกรรมและแบบสะท้อนคิด เพื่อวัดทักษะการคิดของเด็กทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ใช้แฟ้มสะสมงาน ภาพกิจกรรม และคำพูดของเด็กเป็นหลักฐานประกอบ วางระบบการติดตามและปรับปรุง ใช้กระบวนการ PDCA (Plan–Do–Check–Act) ในการขับเคลื่อน นวัตกรรม และปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพจริงของแต่ละห้องเรียน ๒. จุดประสงค์และเป้าหมายของการดำเนินงาน ๒.1 จุดประสงค์ เพื่อพัฒนานวัตกรรม “KANOM Model” ให้เป็นเครื่องมือสำหรับครูในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดของเด็กปฐมวัย เพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม ทดลอง และสร้างสรรค์ ให้ สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กในช่วงวัยปฐมวัย เพื่อสร้างแรงจูงใจและบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน โดยใช้แนวทางที่กระตุ้นให้เด็กกล้าคิด กล้าลองและกล้าแสดงออกทางความคิด เป้าหมายของผลงาน เป้าหมายเชิงปริมาณ นักเรียนโรงเรียนบ้านแท่นบัลลังก์ ชั้นอนุบาล 3 จำนวน ๑๙ คน ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดผ่านกิจกรรมที่ออกแบบตาม KANOM Model เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการด้านทักษะการคิดเพิ่มขึ้นจากก่อนการใช้โมเดลไม่น้อยกว่า 80 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด เป้าหมายเชิงคุณภาพ เด็กปฐมวัยมีความสามารถในการตั้งคำถาม อธิบายแนวคิด และใช้เหตุผลในการแสดงความคิดเห็นได้เหมาะสมตามวัย เด็กสามารถเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ คิดอย่างเป็นกระบวนการ และแสดงออกถึงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ครูสามารถออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงกระบวนการ โดยใช้โมเดล KANOM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ