การพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีเน้นประสบการณ์และแนวคิดเสริมพลังในการทำงานเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยในชั้นเรียนโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม
ชื่อเรื่อง การพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีเน้นประสบการณ์และ
แนวคิดเสริมพลังในการทำงานเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยในชั้นเรียนโรงเรียน
บ้านแพงพิทยาคม
ผู้วิจัย นายโชคชัยพัฒน์ อุ่นเมือง
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่องการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีเน้นประสบการณ์และแนวคิดเสริมพลังในการทำงานเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยในชั้นเรียนโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีเน้นประสบการณ์และแนวคิดเสริมพลังในการทำงานเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยในชั้นเรียนโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม 2) เพื่อศึกษาผลการใช้ยุทธศาสตร์การจัดการการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีเน้นประสบการณ์และแนวคิดเสริมพลังในการทำงานเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยในชั้นเรียนโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม วิธีดำเนินการแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน แนวคิด ทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีเน้นประสบการณ์และแนวคิดเสริมพลังในการทำงานเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยในชั้นเรียนโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม ระยะที่ 2 การพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีเน้นประสบการณ์และแนวคิดเสริมพลังในการทำงานเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยในชั้นเรียนโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม ระยะที่ 3 การศึกษาการทำงานเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยในชั้นเรียนโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคมประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เป็นครูโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม ปีการศึกษา 2561 จำนวน 70 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 59 คนได้มาโดยการใช้เลขตารางสุ่มของ เครจซี และมอร์แกน (Krejcie & Morgan) ใช้เวลาทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 8 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แผนการอบรม 2) แบบทดสอบวัดความรู้ด้านความสามารถการเป็นนักวิจัยในชั้นเรียน 3) แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ 4) แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
5) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อยุทธศาสตร์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจับแบบทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการอบรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ
ผลการวิจัยสรุปผล ดังนี้
- ผลการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีเน้นประสบการณ์และแนวคิดเสริมพลังในการทำงานเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยในชั้นเรียนโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม ประกอบด้วย 5 ส่วน 1) จุดมุ่งหมายยุทธศาสตร์ 2) แนวคิดทฤษฎีพื้นฐาน 3) หลักการยุทธศาสตร์ 4) องค์ประกอบของยุทธศาสตร์ด้านกระบวนการประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 4.1) ขั้นทำความรู้จักและเข้าใจตนเอง 4.2) ขั้นสร้างทีมและการทำงานเป็นทีม 4.3) ขั้นลงมือปฏิบัติงานจริง 4.4) ขั้นประยุกต์ 4.5) ขั้นสะท้อนผล และองค์ประกอบด้านการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ด้านการมีส่วนร่วมของผู้บริหารโรงเรียน ด้านการนิเทศ ติดตาม ซึ่งผลการประเมินยุทธศาสตร์การจัดการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด
2.ผลการใช้ยุทธศาสตร์การจัดการเรียนรู้ พบว่า 2.1 ครูโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม
มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้ หลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง 2.2 ครูโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม มีความรู้ความเข้าใจในด้านการวิจัยในชั้นเรียนหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง 2.3 แผนการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม ทั้งการนิเทศ ติดตามผล มีคุณภาพดีเยี่ยม และ 3) ครูโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคมมีความพึงพอใจต่อยุทธศาสตร์การจัดการเรียนเรียนรู้ในระดับ มากที่สุด
ที่มาและความสำคัญ
ศตวรรษที่ 21 ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายความสามารถของมนุษยชาติเพราะเป็นยุคที่โลก
ต้องเผชิญกับ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในเรื่องข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีที่ก้าวไปอย่างไม่จำกัดซึ่งแวดวงทาง การศึกษาทั่วโลกต่างก้าวพ้น รูปแบบการเรียนการสอน ที่ใช้ครูเป็นศูนย์กลาง มาเป็นการเรียนรู้ในแบบกระบวนทัศน์ ใหม่ จึงเป็นความท้าทายของการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 และเป็นภาระของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหาร ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่จะทำอย่างไรให้การศึกษาสอดคล้องกับยุคสมัย (ตะวัน เทวอักษร. 2555: 18-19) ดังนั้น ใน ศตวรรษที่ 21 ครูจึงมีบทบาทสำคัญ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะครู คือ ผู้สร้างคุณภาพให้แก่ผู้เรียนและเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดจากผู้ปกครอง และประชาชนในการจัดการศึกษา อบรมแก่บุตรหลานของเขาแต่ ในการที่ครูจะเป็นผู้ที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพและสร้างความเชื่อมั่นเป็นหลักประกันการจัดการศึกษาได้ นั้นครูจะต้องเรียนรู้และมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับศาสตร์การสอนศาสตร์การเรียนรู้ และศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ และก่อให้เกิดคุณภาพ กับผู้เรียนอย่างมั่นใจได้ (พิชิตฤทธิ์ จรูญ. 2554 : 1-2) จากการศึกษาผลการพัฒนาครูพบว่า ผลการพัฒนาครูยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เช่น ข้อเสนอ การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (พ.ศ. 2552-2561) (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. 2552: 6) กล่าวว่า การพัฒนาครูยังขาดระบบการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพและขาดความต่อเนื่อง ครูส่วนใหญ่มีความกระตือรือร้นที่จะ พัฒนาตนเอง แต่ขาดปัจจัยและระบบการส่งเสริม สนับสนุน จูงใจ ระบบประเมินสมรรถนะครูยังไม่ชัดเจน รูปแบบ และวิธีการพัฒนาครูหลายแหล่งยังใช้วิธีเดิมสอดคล้องกับข้อมูลของ คณะกรรมาธิการการศึกษาวุฒิสภา (2552 : 33 – 34) ที่ได้เสนอปัญหาในด้านการพัฒนาครูว่า ขาดระบบการพัฒนาครูที่ดี ครูยัง ไม่มีโอกาสได้รับการพัฒนาอย่าง เพียงพอ จึงไม่ทราบแนวโน้มใหม่ทางวิชาการ การวิจัย เชิงนวัตกรรม และแนวปฏิบัติด้านการเรียนการสอน ประกอบกับมีหลายหน่วยงานดำเนินการ ทำให้การพัฒนาไม่เป็นเอกภาพในด้านนโยบาย แผน และมาตรฐานที่ ชัดเจน การพัฒนา เกิดความซ้ำซ้อนไม่เป็นระบบไม่ต่อเนื่องและขาดประสิทธิภาพ ไม่ตรงกับความต้องการของครู ทำให้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนการสอนของครูตามแนวปฏิรูปได้ หลักสูตร การอบรมที่ดำเนินการ อยู่ในปัจจุบันเป็นการแยกกันอบรมทีละส่วนไม่เป็นองค์รวมโดยวิทยากร ต่างหน่วยงาน อีกทั้ง รูปแบบการอบรมเน้นการบรรยายทางทฤษฎีมากกว่าการฝึกปฏิบัติ วิทยากรขาดประสบการณ์ตรงใน การนำหลักสูตรไปใช้ในการจัดการ เรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญเท่าที่ควร
การพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพ จะต้องมีหลักสูตรอบรมที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของครู มีการดำเนินการอบรมที่ครูมีส่วนร่วมรับผิดชอบ มีการนิเทศ กำกับ ติดตาม
ผลการปฏิบัติงานตามสภาพจริง และสะท้อนผลการปฏิบัติงานของครู (อัมรา เขียวรักษา.2548;
วัชรี เหล่มตระกูล.2549) ดังนั้น การพัฒนาครู จึงเป็นเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษที่ 2 จึงต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีการวิเคราะห์สภาพปัญหา และความต้องการของครู ต้องมีการกำหนด วิธีการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับแนวทาง การกำหนดยุทธศาสตร์ นั่นเอง เซอร์โต และปีเตอร์ (Certo & Peter. 1995:52) โดยการพัฒนาคุณภาพครูเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ดังกล่าวจำเป็นต้องยึดเป็นแนวทางของการปฏิรูปการเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายแม่บท หมวด 4 ว่าด้วยแนวทางการจัดการศึกษาทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาครู มีความสอดคล้องกับการพัฒนาผู้เรียน ตามนัยของกฎหมายนี้บทบาทของครู
จึงต้องเปลี่ยนแปลงไปตามข้อกำหนด ซึ่งเป็นเสมือนพันธกิจที่ครูต้องปฏิบัติ ได้แก่ มาตรา 24 (5) กำหนดให้ มีการส่งเสริม สนับสนุนให้ครูสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการ การเรียนรู้ โดยครู อาจเรียนรู้ ไปพร้อมกับผู้เรียนจากสื่อการเรียนการสอน และแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆและใน มาตรา 30 กำหนดไว้ว่า ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมให้ครูสามารถวิจัย เพื่อพัฒนา การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ระดับการศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2545:14-17) แสดงให้เห็นว่าครู ได้ถูกคาดหวัง ให้มีบทบาทในฐานะครูเป็นนักวิจัย เพื่อใช้กระบวนการวิจัยในการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ และนำผลการวิจัยไปพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งตามบทบาทนี้ของครูถือเป็นบทบาทที่สอดคล้องกับแนวโน้มของการปฏิรูปการศึกษาทั่วโลก และผลการวิจัยหลายเรื่องให้ข้อสรุปตรงกันว่า การที่ครูทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนส่งผลให้เกิดการพัฒนาตัวครู สติปัญญาและพฤติกรรมการสอนของครู (นันทวัน สวัสดิ์ภูมิ ; ประภัสสร วงษ์ดี ; ลัดดา ดำพลงาม. 2540 ; Loughran. 2002)
การกำหนดมาตรฐานครูในระบบการประกันคุณภาพการศึกษา มาตรา 23 บัญญัติว่า ครูต้องมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ คิดวิเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน โดยแบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ คือ 1) ครูต้องมีนิสัยรักการเรียนรู้แสวงหา 2) ครูต้องทำการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน 3) ครูต้องรู้วิธีวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาในชั้นเรียนของตนเองได้ นอกจากนี้ในหน่วยงานทางการศึกษาต่าง ๆ ยังได้เห็นความสำคัญของการทำการวิจัยในชั้นเรียนของครูเพิ่มมากขึ้น ดังจะเห็นได้กำหนดให้ครูต้องบันทึกท้ายแผนการจัดการเรียนรู้ การกำหนดหลักสูตรวิชาชีพครู 5 ปี โดยเน้นความสำคัญของการสอน และการปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียนควบคู่ไปด้วยกัน และการใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตำแหน่ง ครู เป็นครูแกนนำ ครูต้นแบบ ครูแห่งชาติ ครูมืออาชีพและพัฒนาเป็นครูชั้นสูงต่อไป (มนสิทธิ สิทธิสมบูรณ์. 2558: 1) ดังนั้น บทบาทหน้าที่ของครูยุคใหม่เพื่อพัฒนา ไปสู่ครูมืออาชีพ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการวิจัย และทำความเข้าใจให้เกิดขึ้น ในจิตวิญญาณของความเป็นครู รวมทั้งสามารถปฏิบัติ ในการวิจัยในชั้นเรียนของตนเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนเป็นไปด้วยดี และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการสนองต่อนโยบายและแนวคิดการวิจัยการเรียนการสอนและการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนของครู
ให้เป็นรูปธรรมตลอดจน เป็นการสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติการ จัดทำวิจัยในชั้นเรียนให้เป็นแนวทางเดียวกันจึง วางแผนเรื่อง การทำวิจัยในชั้นเรียนโดยการประชุมเชิงปฏิบัติการ นอกจากนี้ หลังการอบรมแล้วไห้มีการ ติดตามผล และการนิเทศเพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ เมื่อครูมีปัญหาจะทำให้การดำเนินการดังกล่าวบรรลุผลได้
โรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม (2561: 5 – 8) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 จัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปี 2561มีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 1,101 คน ผู้อำนวยการสถานศึกษา และรองผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 4 คน ข้าราชการครูทั้งหมด จำนวน 70 คน ซึ่งการศึกษาสภาพปัจจุบัน ในด้านการจัดการเรียนการสอนของ ครู โดยการศึกษา วิเคราะห์เอกสารโรงเรียนพบว่า ครูที่ปฏิบัติการสอนยัง ปฏิบัติการสอนชินในรูปแบบเก่าๆ ยึดติดกับประสบการณ์เดิมเป็นที่ตั้งและรูปแบบการสอนยังไม่หลากหลาย การกระตุ้น ให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติโดยใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ยังมีน้อย และข้อมูลจากรายงานการประเมิน คุณภาพภายนอกรอบที่สาม (พ.ศ. 2554-2558) ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาตามกฎกระทรวงว่าด้วยระบบหลักเกณฑ์และวิธีประกันคุณภาพ การศึกษา พุทธศักราช 2553 ด้านผลการจัดการศึกษาว่า การจัดการเรียนการสอนของครูที่ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ยังต้องปรับปรุงการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญให้มีความหลากหลายผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติได้อย่างแท้จริง และโรงเรียนบ้านบ้านแพงพิทยาคม ควรกระตุ้นให้ผู้เรียนฝึกคิด วิเคราะห์ให้มากยิ่งขึ้น รู้จักศึกษาหาความรู้ ด้วยตนเอง รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้เรียนกระตือรือร้นในการเรียนรู้เหตุการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้จากข้อมูลจากการจัด สนทนากลุ่ม (Focus Group) ของครูกลุ่มทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ยังพบว่าครูส่วนใหญ่ยังขาดการพัฒนาด้านการ จัดการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับการเรียนการสอนในปัจจุบัน และมีความต้องการที่จะพัฒนาตนเองด้านศาสตร์การจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ (Experimental Learning ) และแนวคิดเสริมพลังการทำงาน (Empowerment) ซึ่งเป็นกระบวนการ เรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนมาสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้เทคโนโลยี และยังสอดคล้องกับการ เปลี่ยนแปลงของการจัดการศึกษาแก่ผู้เรียนในศตวรรษ ที่ 21
แนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์ (Experimental Learning Theory) หรือการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ เป็นการศึกษาของผู้ใหญ่ บางครั้งสองคำนี้ใช้ในความหมายเดียวกัน
เบอร์นาด (Bernard. 1996: 45) ได้เสนอแนวคิดว่า ประสบการณ์ของผู้เรียนเป็นทรัพยากรหลักของการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนั้นการเรียนรู้จึงเป็นกระบวนการเพื่อให้ผู้เรียนเปลี่ยนประสบการณ์ไปสู่ความรู้ คอล์ป (Kolb. 1996: 38) ความเชื่อการเรียนรู้ของบุคคลตามแนวคิดทฤษฎีนี้ เกี่ยวข้องกับ อารมณ์ สังคม สติปัญญา ความรู้สึก คุณค่า และการรับรู้ระหว่างบุคคล ซึ่งต่างจากการศึกษาแบบดั้งเดิมที่ให้ความสมดุล ระหว่างมิติความรู้และเจตคติ เนื่องจากเห็นว่าทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งสำคัญของการเรียนรู้ที่ยากจะแยกออกจากกันได้ ซึ่งคอล์ป (Kolb) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันเป็นบุคคลหนึ่งที่พัฒนาทฤษฎีการเรียนรู้เน้นประสบการณ์ และเสนอโมเดลการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์โดยมีพื้นฐานจากแนวคิดของ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) เลวิน (Lewin) และเพียเจต์ (Piajet) กล่าวคือ อาศัยพื้นฐานแนวคิดของ ดิวอี้ ในแง่ปรัชญา(Pragmatism) ซึ่งอธิบายว่าประสบการณ์ หมายถึง ทุกอย่างที่มนุษย์กระทำ คิด และรู้สึกรวมถึงการทบทวน (Refection) ลงมือกระทำ (Acting Doing) และบังเกิดผลตามมาเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวผู้กระทำ หรือเรียกว่า การเรียนรู้โดยการกระทำ (Learning by Doing) โดยที่ คอล์ป นำแนวคิด ของ ดิวอี้ มาเป็นกรอบแนวคิดในการอธิบายการเรียนรู้ และนำพื้นฐานแนวคิด ของเลวิน มาใช้ในแง่ของปรากฏการณ์นิยม (Phenomenological Perspective) ซึ่งมีมุมมองในแง่การวิจัยปฏิบัติการ ที่ให้ความสำคัญของการบูรณาการทฤษฎีกับการปฏิบัติ รวมถึงการแสวงหาความรู้ เป้าหมายในการค้นคว้า หรือ ต้องการหาคำอธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์หรือ เป็นการศึกษาปรากฏการณ์ ของประสบการณ์ คอล์ป นำแนวคิด ของเลวิน มาใช้อธิบายวงจรการเรียนรู้ ของบุคคลในโมเดลที่พัฒนาขึ้น ส่วนแนวคิดของเพียเจต์ นำมาใช้สนับสนุนทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ ซูเมอร์ สเกอร์ริช (Zumer –Skerritt. 1992: 89-97 citing Kolb. 1984: 97) ซึ่งอธิบายว่า ประสบการณ์ของมโนทัศน์ของการสะท้อนกลับ และการปฏิบัติ จะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาความคิดของบุคคล ดังนั้น การเรียนรู้เกิดจากความสมดุล ระหว่างกระบวนการดูดซับ (Assimilation) กับกระบวนการปรับความแตกต่าง (Accommodation) โดยกระบวนการพัฒนาทางสติปัญญา จะพัฒนาจากสิ่งที่เป็นรูปธรรม ไปสู่สิ่งที่เป็นนามธรรม และ จากการปฏิบัติไปสู่การสะท้อนกลับ ผลการปฏิบัติด้วยตนเอง คอล์ป ได้ นำแนวคิด ของเพียเจต์ มาใช้กับโมเดลการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ คือ พัฒนาการรับรู้ของปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรมไปสู่การสร้างความคิด เชิงนามธรรม พัฒนาจากการปฏิบัติไปสู่การสะท้อนผล ตลอดจนการใช้การเสริมพลังการทำงาน
การเสริมพลังการทำงาน (Empowerment) มาจากแนวคิดการเสริมพลังอำนาจ ซึ่งเริ่มต้นมาจากแนวคิดทางสังคมวิทยา ที่ใช้แก้ปัญหาความเลื่อมล้ำทางสังคม ผู้นำแนวคิดนี้ คือ นักปรัชญาชาวบราซิล ชื่อ เปาโล แฟร์ (Paulo Freire) ได้นำมากำหนดเป็นกลยุทธ์ การพัฒนาสังคม ปัจจุบันมีการนำเอาแนวคิดนี้มาใช้อย่างกว้างขวาง ในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การเคลื่อนไหวของกลุ่มสตรีการส่งเสริมสุขภาพบุคคล ชุมชน ตลอดจน การบริหารจัดการองค์กรการพัฒนาบุคคลในองค์กรเพราะเป็นแนวคิดที่มีความสอดคล้อง กับสถานการณ์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี และเป็นการพัฒนาศักยภาพของบุคคลให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยให้บุคคลเปลี่ยนโลกทัศน์ เกี่ยวกับการมองตนเองให้ดีขึ้น เพื่อเกิดประโยชน์ต่อสังคมให้ได้รับการเสริมพลังการทำงาน ทีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มของบุคคลที่ใช้ และใช้ได้หลายมิติ ซึ่งสอดคล้อกับ คลาโกวิค (Klakovich. 1996: 29-35) กล่าวว่า การเสริมพลังการทำงานเป็นกระบวนการที่สัมพันธ์กันระหว่างบทบาทของผู้นำ และผู้ตามที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายของบุคคลและองค์กร ด้านผลลัพธ์ ซึ่งหมายถึงศักยภาพที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่ได้รับการเสริมพลังการทำงาน ทั้งจากการเสริมพลังโดยการทำงานด้วยตนเอง หรือการเสริมพลังการทำงานจากบุคคลอื่น ดังนั้นผู้วิจัยในฐานะเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม มีภาระหน้าที่ในการบริหารจัดการ ส่งเสริม พัฒนาบุคลากรทุกภาคส่วนตามบทบาทและหน้าที่ให้ดีขึ้น จึงนำแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นประสบการณ์ (Experimental Learning Theory) และแนวคิดเสริมพลังการทำงาน (Empowerment) มาใช้ในการเรียนรู้การทำวิจัยในชั้นเรียนของครู จึงน่าจะทำให้ปัญหาที่นำเสนอได้รับการแก้ไขที่ถูกต้อง สนองตอบต่อนโยบายและความต้องการของทุกภาคส่วน ต่อไป