เมื่อโรงเรียนได้รับคำขอข้อมูล ผู้บริหารต้องจำแนกก่อนว่าข้อมูลนั้นต้องประกาศตามมาตรา 7 ต้องจัดไว้ให้ตรวจตามมาตรา 9 เป็นข้อมูลอื่นที่ขอตามมาตรา 11 อยู่ในข้อห้ามมาตรา 14 อาจมีคำสั่งไม่เปิดตามมาตรา 15 หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามหมวด 3 แล้วจึงพิจารณาเป็นรายส่วน ไม่เปิดหรือปิดทั้งแฟ้มโดยอัตโนมัติ
> สถานะข้อมูล: ตรวจแหล่งราชการต้นฉบับล่าสุดเมื่อ 2 กันยายน 2569 > ข้อกฎหมาย: ใช้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ > คำแนะนำ: ตัวอย่างโรงเรียนและเฉลยเป็นแบบฝึก ไม่ใช่คำวินิจฉัยแทนเจ้าหน้าที่หรือคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
เริ่มจากนิยามและผู้ครอบครองข้อมูล
ข้อมูลข่าวสารครอบคลุมสิ่งที่สื่อความหมาย ไม่จำกัดกระดาษ อาจเป็นไฟล์ เสียง ภาพ แผนผัง หรือข้อมูลในระบบ คำขอต้องส่งถึงหน่วยงานที่ครอบครองหรือควบคุมดูแล หากโรงเรียนไม่มีข้อมูล ต้องแนะนำหรือส่งต่อเท่าที่กฎหมายกำหนด ไม่สร้างข้อมูลขึ้นใหม่ทุกครั้งเพียงเพราะผู้ขอต้องการรายงานวิเคราะห์
แยก “ไม่มีข้อมูล” จาก “ค้นไม่พบ” และ “อยู่กับหน่วยอื่น” หากเอกสารควรมีแต่สูญหาย ต้องตรวจระบบสารบรรณและรายงาน ไม่ตอบว่าไม่มีเพื่อปิดเรื่อง
มาตรา 7: ข้อมูลที่ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 7 ครอบคลุมโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ สถานที่ติดต่อ กฎ มติ คำสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบายหรือการตีความที่มีสภาพอย่างกฎ และข้อมูลอื่นที่กำหนด ผู้สอบควรเข้าใจหลักว่ากติกาที่มีผลทั่วไปต่อประชาชนต้องเข้าถึงได้
มาตรา 8 มีนัยสำคัญต่อกฎที่ยังไม่ลงพิมพ์ การนำมาใช้ในทางไม่เป็นคุณมีเงื่อนไข ผู้บริหารไม่ควรออกกฎภายในที่กระทบสิทธิแล้วเก็บไว้เฉพาะกลุ่มเจ้าหน้าที่
มาตรา 9: จัดไว้ให้ประชาชนตรวจดู
ข้อมูลตามมาตรา 9 เช่น ผลวินิจฉัยที่มีผลต่อเอกชน นโยบาย แผนงาน โครงการ งบประมาณ คู่มือหรือคำสั่งที่กระทบสิทธิ สัญญาบางประเภท มติและข้อมูลอื่นที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้อยู่ภายใต้มาตรา 14 และ 15
โรงเรียนควรมีศูนย์หรือช่องทางข้อมูลที่ค้นได้ เป็นปัจจุบัน มีผู้รับผิดชอบ และจัดสำเนาตามหลักเกณฑ์ การอัปโหลดไฟล์ที่เสียหรือค้นไม่พบไม่ใช่การเข้าถึงที่มีคุณภาพ
มาตรา 11: คำขอข้อมูลอื่น
หากคำขอระบุข้อมูลที่ต้องการพอเข้าใจ หน่วยงานจัดหาให้ภายในเวลาอันสมควร เว้นกรณีตามกฎหมาย หน้าที่คือจัดหาข้อมูลที่มี ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ จำแนก หรือจัดทำรายงานใหม่เสมอ แต่การแปรสภาพข้อมูลจากระบบอาจอยู่ในกรอบที่กำหนด
เจ้าหน้าที่ควรบันทึกวันรับ ขอบเขต ค่าธรรมเนียม การค้น การพิจารณา และการแจ้งผล หากคำขอกว้าง ให้ช่วยผู้ขอทำให้ชัด ไม่ปฏิเสธเพราะใช้ถ้อยคำไม่เป็นกฎหมาย
มาตรา 14 และ 15: ห้ามเปิดกับอาจไม่เปิด
มาตรา 14 เป็นข้อมูลที่กฎหมายห้ามเปิดตามเงื่อนไข ส่วนมาตรา 15 ให้อำนาจใช้ดุลพินิจในข้อมูลบางประเภท ผู้สอบต้องไม่สลับ “ห้าม” กับ “อาจ” การใช้มาตรา 15 ต้องพิจารณาประโยชน์สาธารณะ ประโยชน์เอกชน และการคุ้มครองที่กฎหมายมุ่งหมาย พร้อมเหตุผล
หากเอกสารมีทั้งส่วนเปิดได้และเปิดไม่ได้ ให้ปกปิดเฉพาะส่วนแล้วเปิดส่วนที่เหลือเมื่อทำได้ ไม่ใช้ข้อมูลหนึ่งบรรทัดเป็นเหตุปิดทั้งแฟ้มโดยไม่ประเมิน
ข้อมูลส่วนบุคคลตามหมวด 3
หน่วยงานต้องจัดระบบข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่เกี่ยวข้องและจำเป็น รักษาความถูกต้อง มีมาตรการความปลอดภัย แจ้งลักษณะการเก็บตามที่กำหนด และจำกัดการเปิดเผย เจ้าของข้อมูลมีสิทธิตรวจและขอแก้ไขตามกระบวนการ
ข้อมูลนักเรียน เช่น คะแนน สุขภาพ ความพิการ ประวัติครอบครัว หรือเรื่องวินัย ต้องระวังเป็นพิเศษ การส่งในกลุ่มสนทนากว้างหรือใช้ทำสื่อประชาสัมพันธ์ไม่ชอบเพียงเพราะโรงเรียนเก็บข้อมูลนั้นอยู่
ความสัมพันธ์กับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
โรงเรียนอาจอยู่ภายใต้กฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารกำกับการเปิดเผยและข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานรัฐ ขณะที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีหลักและข้อยกเว้นของตน ผู้บริหารไม่ควรอ้าง “PDPA” เพื่อปิดข้อมูลสาธารณะทุกชนิด หรืออ้างความโปร่งใสเพื่อเปิดข้อมูลบุคคลทั้งหมด ต้องจำแนกฐานและวัตถุประสงค์
ขั้นตอนรับคำขอในโรงเรียน
- ลงรับและยืนยันขอบเขตข้อมูล
- ระบุหน่วยเจ้าของและค้นเอกสาร
- จำแนกมาตรา 7, 9, 11, 14, 15 หรือข้อมูลส่วนบุคคล
- ปรึกษาผู้รับผิดชอบเมื่อมีข้อยกเว้น
- แยกส่วนเปิดและปกปิด
- คำนวณค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์
- แจ้งผล เหตุผล และสิทธิทบทวน
- เก็บสำเนาคำสั่งและหลักฐานส่ง
คำสั่งไม่เปิดต้องตรวจสอบได้
ไม่ควรตอบสั้นว่า “เป็นความลับ” ต้องระบุฐาน ข้อเท็จจริง เหตุผลว่าการเปิดกระทบอย่างไร และสิทธิอุทธรณ์ตามกฎหมาย ผู้พิจารณาต้องไม่มีส่วนได้เสีย การประทับชั้นความลับไม่ได้ทำให้พ้นการวิเคราะห์ตามพระราชบัญญัติโดยอัตโนมัติ
ข้อมูลที่โรงเรียนควรจัดเชิงรุก
โครงสร้าง ผู้รับผิดชอบ ช่องทางติดต่อ แผนและงบ คู่มือบริการ หลักเกณฑ์รับนักเรียน สรุปจัดซื้อ สถิติเรื่องร้องเรียน และผลการดำเนินงานที่เปิดได้ควรเข้าถึงง่าย ตรวจวันอัปเดต ลบลิงก์เสีย และใช้รูปแบบที่ค้นหาได้ พร้อมปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเผยแพร่
แนวข้อสอบพร้อมเฉลย 20 ข้อ
ข้อ 1: ผู้ปกครองขอดูงบโครงการ เฉลย: จำแนกตามมาตรา 9 และตรวจข้อยกเว้น ไม่ปฏิเสธเพราะเป็นเอกสารภายใน
ข้อ 2: คำขอไม่อ้างมาตรา เฉลย: รับพิจารณาจากสาระ ผู้ขอไม่จำเป็นต้องเขียนภาษากฎหมาย
ข้อ 3: แฟ้มมีข้อมูลเด็กหนึ่งหน้า เฉลย: พิจารณาปกปิดเฉพาะส่วนและเปิดส่วนที่เหลือ
ข้อ 4: ผู้ขอถามให้โรงเรียนวิเคราะห์สถิติใหม่ เฉลย: มาตรา 11 ไม่บังคับสร้างการวิเคราะห์ใหม่ทุกกรณี ให้ข้อมูลที่มีและอธิบาย
ข้อ 5: กฎโรงเรียนกระทบผู้ปกครองแต่ไม่เผยแพร่ เฉลย: ต้องตรวจหน้าที่ตามมาตรา 7 และผลตามมาตรา 8
ข้อ 6: เปิดคะแนนรายคนเพื่อโปร่งใส เฉลย: ไม่เหมาะ ต้องคุ้มครองข้อมูลบุคคลและใช้ข้อมูลรวมเมื่อพอ
ข้อ 7: ตอบว่าเอกสารลับจึงปิดทั้งหมด เฉลย: ต้องวิเคราะห์ฐานและแยกส่วน ไม่ใช้ตราประทับแทนเหตุผล
ข้อ 8: โรงเรียนไม่มีเอกสารเพราะอยู่เขต เฉลย: แนะนำหรือส่งคำขอตามกระบวนการ ไม่ปิดเรื่องอย่างเดียว
ข้อ 9: ผู้ขอไม่มีส่วนได้เสีย เฉลย: การเข้าถึงหลายประเภทไม่ต้องพิสูจน์ส่วนได้เสีย
ข้อ 10: เจ้าหน้าที่เผยข้อมูลสุขภาพในกลุ่มครูทั้งหมด เฉลย: เปิดเกินจำเป็น ต้องจำกัดตามหน้าที่และความปลอดภัย
ข้อ 11: เว็บไซต์มีไฟล์แต่เปิดไม่ได้ เฉลย: ต้องแก้ช่องทางให้เข้าถึงจริง
ข้อ 12: คำขอกว้างมาก เฉลย: ช่วยระบุขอบเขตและประเมินตามมาตรา 11 ไม่ปฏิเสธทันที
ข้อ 13: ผู้บริหารกลัวเสียชื่อเสียงจึงไม่เปิด เฉลย: ชื่อเสียงไม่ใช่ฐานปฏิเสธเอง ต้องใช้ข้อยกเว้นตามกฎหมาย
ข้อ 14: ผู้ขอเป็นคู่กรณี เฉลย: ยังต้องพิจารณาประเภทข้อมูลและสิทธิ ไม่ปฏิเสธจากสถานะบุคคลอย่างเดียว
ข้อ 15: เปิดสัญญาแต่ไม่ปกปิดเลขส่วนตัว เฉลย: ต้องแยกและลดข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็น
ข้อ 16: แจ้งไม่เปิดโดยไม่บอกอุทธรณ์ เฉลย: ต้องแจ้งเหตุผลและสิทธิตามกระบวนการ
ข้อ 17: เอกสารสูญหายจึงตอบว่าไม่มี เฉลย: ตรวจและรายงานเหตุ ไม่บิดข้อเท็จจริง
ข้อ 18: อ้าง PDPA ปิดงบประมาณทั้งหมด เฉลย: ไม่ถูก ต้องจำแนกข้อมูลสาธารณะและส่วนบุคคล
ข้อ 19: เจ้าของข้อมูลขอแก้ประวัติ เฉลย: ใช้กระบวนการตรวจและแก้พร้อมหลักฐาน ไม่แก้ตามคำบอกทันที
ข้อ 20: ข้อมูลมีประโยชน์สาธารณะแต่กระทบบุคคล เฉลย: ชั่งประโยชน์ตามฐานกฎหมาย แยกส่วน และบันทึกเหตุผล
คำถามที่พบบ่อย
แผนซ้อมรับคำขอข้อมูล
โรงเรียนควรจำลองคำขอสามระดับ ได้แก่ ข้อมูลงบที่เปิดได้ แฟ้มผสมข้อมูลสาธารณะกับข้อมูลเด็ก และข้อมูลที่อาจกระทบการสอบสวน ให้ทีมฝึกลงรับ ค้น จำแนก ปกปิด เขียนเหตุผล แจ้งสิทธิ และส่งสำเนา แล้วจับเวลาหาจุดค้าง การซ้อมทำให้เห็นว่าปัญหาอยู่ที่สารบรรณ สิทธิ์ระบบ หรือความรู้กฎหมาย
หลังซ้อมให้แก้บัญชีเอกสาร เจ้าของข้อมูล ระยะเก็บ ช่องทางค้น และแบบหนังสือ ไม่ทำคู่มือที่ระบุแต่ชื่อผู้รับผิดชอบโดยไม่มีผู้แทนเมื่อไม่อยู่ ตรวจอุปกรณ์ปกปิดว่าข้อความไม่สามารถกู้จากชั้นข้อมูลเดิมได้ก่อนส่งไฟล์อิเล็กทรอนิกส์
รูบริกคำตอบข้อสอบ
คำตอบพื้นฐานบอกเปิดหรือไม่เปิด คำตอบพอใช้ระบุมาตรา คำตอบดีจำแนกประเภท แยกส่วน และบอกเหตุผล คำตอบดีมากเพิ่มผู้มีอำนาจ กรอบเวลา ข้อมูลส่วนบุคคล ประโยชน์ที่ต้องชั่ง เอกสาร และสิทธิทบทวน เมื่อสองตัวเลือกอ้างมาตราเหมือนกัน ให้เลือกตัวที่พิจารณาเป็นรายส่วนและคุ้มครองทั้งสิทธิรับรู้กับสิทธิบุคคล
ข้อผิดพลาดที่ควรตัดออกก่อน
- ปิดข้อมูลทั้งหมดเพราะกลัวร้องเรียน
- เปิดทั้งหมดเพราะอ้างความโปร่งใส
- ให้ผู้ขอพิสูจน์ส่วนได้เสียทุกกรณี
- บังคับให้ขอผ่านทนาย
- ไม่ลงรับคำขอทางช่องทางที่กำหนด
- ส่งไฟล์ต้นฉบับที่ยังมีข้อมูลซ่อน
- ไม่แจ้งเหตุผลและสิทธิอุทธรณ์
- ใช้คำว่า PDPA แทนการจำแนกข้อมูล
การจำรายการนี้ไม่ใช่เฉลยสำเร็จรูป ต้องอ่านข้อเท็จจริงและตัวบท แต่ช่วยมองเห็นตัวเลือกสุดโต่งที่ละเลยกระบวนการ
ขอข้อมูลต้องบอกเหตุผลหรือไม่
โดยหลักการเข้าถึงข้อมูลหลายประเภทไม่ผูกกับส่วนได้เสีย แต่รายละเอียดต้องดูประเภทและข้อยกเว้น
โรงเรียนต้องทำรายงานใหม่ให้ผู้ขอหรือไม่
โดยทั่วไปจัดหาข้อมูลที่มี ไม่ต้องวิเคราะห์หรือสร้างใหม่ทุกกรณีตามกรอบมาตรา 11
ข้อมูลลับเปิดไม่ได้เสมอหรือไม่
ต้องตรวจมาตรา 14 หรือ 15 และพิจารณาเป็นรายส่วน ชั้นความลับไม่แทนการวิเคราะห์
ข้อมูลเด็กเปิดได้หรือไม่
ต้องมีฐานและความจำเป็น ใช้เท่าที่จำเป็น และคุ้มครองสิทธิ ไม่เปิดเพื่อความสะดวกหรือประชาสัมพันธ์
อ่านต่อ กฎหมายที่ออกสอบผู้บริหารสถานศึกษา และ กฎหมายคุ้มครองเด็กและความปลอดภัย
แหล่งราชการ
- สขร. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
- สขร. สิทธิรับรู้และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
- สขร. หน้ารวมแนวทางปฏิบัติ
ประวัติการตรวจสอบ: 2 กันยายน 2569 — ตรวจตัวบทและแนวทาง สขร. พร้อมแยกข้อกฎหมายจากคำแนะนำแล้ว











