การพัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน สำหรับครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงราย เขต 3 DEVELOPMENT OF A SUPERVISION MODEL TO ENHANCE THE CLASSROOM RESEARCH COMPETENCY FOR TEARCHERS UNDER THE OFFICE OF CHIANG RAI PRIMARY EDUCATIONAL SEVICE AREA 3

กระดานสนทนา เผยแพร่ผลงานวิชาการหมวดหมู่: เผยแพร่ผลงานวิชาการการพัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน สำหรับครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงราย เขต 3 DEVELOPMENT OF A SUPERVISION MODEL TO ENHANCE THE CLASSROOM RESEARCH COMPETENCY FOR TEARCHERS UNDER THE OFFICE OF CHIANG RAI PRIMARY EDUCATIONAL SEVICE AREA 3

บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบ             2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ 3) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบ และ 4) เพื่อประเมินรูปแบบ ดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างเป็นครูจำนวน 63 คน ได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ คือ 1) แบบวัดความรู้ด้านการวิจัยในชั้นเรียน 2) แบบวัดความสามารถด้านการวิจัยในชั้นเรียน 3) แบบประเมินคุณภาพรายงานวิจัยในชั้นเรียน 4) แบบวัดเจตคติต่อการวิจัยในชั้นเรียน 5) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อรูปแบบ 6) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นต่อรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบสองกลุ่มสัมพันธ์กันและแบบกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยที่พบ 1) ข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบ คือ แนวคิดการนิเทศแบบชี้แนะ การนิเทศแบบพี่เลี้ยง การนิเทศแบบคลินิก และหลักการทรงงาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และศาสตร์พระราชา “การมีส่วนร่วม” นำมาบูรณาการกันเป็นรูปแบบการนิเทศที่เหมาะสม 2) รูปแบบการนิเทศมีความเหมาะสมมาก มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการนิเทศ และการวัดและประเมินผล โดยมีกระบวนการนิเทศ 5 ขั้นตอน คือ กำหนดสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ  วางแผนและกำหนดทางเลือก  ลงมือปฏิบัติการ  ตรวจสอบและประเมินผล และเผยแพร่ผลการดำเนินงาน 3) ผลการใช้รูปแบบการนิเทศ พบว่า ครูมีความรู้ ความสามารถ และมีเจตคติต่อการวิจัยในชั้นเรียนสูงกว่าก่อนนิเทศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศมากที่สุด
คำสำคัญ : การพัฒนา, รูปแบบการนิเทศ, สมรรถนะวิจัย, ส่งเสริมสมรรถนะการวิจัย
 
ABSTRACT
             The objectives of this research article were 1) to examine the common dataset for development of the supervision model; 2) to construct and validate quality of the supervision model; 3) to explore the implementation of the supervision model; and 4) to evaluate the supervision model. The research consisted of 4 stages i.e. 1) examining the common dataset; 2) constructing and validating quality of the supervision model; 3) experimenting the supervision model; and 4) evaluating the supervision model. Experiments were carried out with 63 teachers, were selected by a specific selection, and the research instruments were: 1) Test of knowledge on classroom research; 2) Evaluation form assessing classroom research competency; 3) Evaluation form assessing classroom research report; 4) Attitude assessment towards classroom research; 5) Satisfaction questionnaire towards supervision model; 6) Opinion interview form for supervision. The data were analyzed for mean, standard deviation, dependent t-test. The interview data were analyzed by content analysis, frequency, percentage and narrative description. The results showed that: 1. The common dataset in constructing the supervision model indicated that integrating the advisory supervision, mentoring supervision, and clinic-oriented supervision in order to formulate the new supervision model were feasible and appropriate. This also extends HM King Rama 9’s working protocols namely “Understand, Access, Develop” principles and King Philosophy to underpin the educational supervision tasks. 2. The construction and validation of supervision model promoting classroom research indicated that the supervision model was rated at the highest appropriateness. The key components were principles, objectives, content, supervision procedure, assessment and evaluation. The supervision procedure constituted 5 stages. D1 : Define problem and needs; D2:  Direction Planning; D3: Development activities; E : Examine and evaluate; and P : Publish  a successful work 3. The experiment of the supervision model promoting classroom research indicated that, after the supervision, teachers acquired classroom research knowledge, showed classroom research competence, and held good attitudes towards classroom research higher than those of before the supervision at the significance level of .01. 4. The evaluation of the supervision model promoting classroom research indicated that teachers rated their satisfaction towards the supervision model at the highest level.
Keywords: Development, Supervision Model, Classroom research  
                 competence, Enhance the classroom research competency
บทนำ
 
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2545 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บททางการศึกษาได้ให้ความสำคัญกับการวิจัยที่ใช้ควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการทำงานของครู กล่าวคือ มาตรา 24 (5) กำหนดให้มีการส่งเสริม สนับสนุนให้ครูสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และในมาตรา 30 กำหนดให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียน
การสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมให้ครูทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับ จะเห็นได้ว่าครูจึงมีบทบาทหน้าที่เป็นครูในฐานะผู้ปฏิบัติการสอนเป็นหลัก การทำวิจัยในชั้นเรียนของครูจะช่วยให้ครูออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอนที่หลากหลาย ทำให้นักเรียนมีความเข้าใจในมโนทัศน์ที่สอนได้ถูกต้องและลึกซึ้งเกิดความคงทนถาวร นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ได้อย่างเป็นอย่างดี เกิด
ความสนุกสนานจากกิจกรรมที่จัดขึ้นในการเรียนการสอนหรือแสวงความรู้ด้วยตนเอง ส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณลักษณะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน (มาตรฐานการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2561)  
จากการศึกษารายงานผลการนิเทศ ติดตาม การจัดการศึกษาของสำนักงานเขต
พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงรายเขต 3 (2562) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจทุกระดับชั้น ครูจัดกิจกรรรมการเรียนรู้แบบเน้นครูเป็นศูนย์กลาง ไม่มีวิธีการแก้ไขปัญหาในชั้นเรียนด้วยวิธีการวิจัย มีการทำวิจัยในชั้นเรียนค่อนข้างน้อย และครูบางส่วนมีการทำวิจัยแต่ไม่สำเร็จ ส่วนที่สำเร็จก็มักจะไม่มีประสิทธิภาพ การทำวิจัยของครูไม่สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ ครูส่วนใหญ่ทำวิจัยแยกส่วนกับการจัดการเรียนการสอน สาเหตุของปัญหาอันดับแรก คือ การขาดความรู้ความมั่นใจในการทำวิจัยในชั้นเรียน การไม่มีบุคลิกภาพการเป็นครูนักวิจัย โดยเห็นว่าการวิจัยเป็นเรื่องยุ่งยากเกินศักยภาพของตน ไม่ใช่งานในหน้าที่ของตนเอง นอกจากนี้ยังพบว่าสภาพการนิเทศการวิจัยในชั้นเรียนยังมีปัญหา ศึกษานิเทศก์ไม่มั่นใจที่จะนิเทศ นิเทศไม่ต่อเนื่อง และพบว่าครูมีความต้องการรับการนิเทศเชิงบวกด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การบริหารจัดการ
ชั้นเรียน การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ และการทำวิจัยชั้นเรียน ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2552: 129-130) ที่พบว่า คุณภาพของเด็กยังไม่เป็นตามกำหนด มีสาเหตุมาจาการที่ครูขาดเทคนิคและวิธีการจัดการเรียการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หน่วยงานต้นสังกัดมีการนิเทศไม่ต่อเนื่อง ใช้กระบวนการนิเทศเพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อาจทำให้ไม่ช่วยกระตุ้นให้ครูเกิดแรงจูงใจพัฒนาการเรียนรู้ จึงมีความจำเป็นที่จะพัฒนารูปแบบการนิเทศที่ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูสามารถทำการวิจัยในระดับชั้นเรียนที่ตนเองรับผิดชอบ และนำผลการวิจัยมาพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาการเรียน และปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูให้ทันสมัย ทันกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน
การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาและช่วยเหลือครูในการจัดการเรียนการสอนและการวิจัยในชั้นเรียน การนิเทศที่เหมาะสมกับสังคมไทย คือ การนิเทศตามแนวคิดการชี้แนะ (Coaching) เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่ครู โดยมุ่งพัฒนาความสามารถและผลการปฏิบัติงานของครูที่จะช่วยจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ด้วยการแนะนำให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ แลกเปลี่ยน สะท้อนผล จนครูสามารถวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการจำเป็น จัดลำดับความสำคัญ วางแผน ดำเนินการ และประเมินผล (Joyce & Showers. 1996: 136-137)) ส่วนการนิเทศแบบพี่เลี้ยง (Mentoring System) เป็นการส่งเสริม ช่วยเหลือสนับสนุน และให้คำปรึกษากับครูที่มีประสบการณ์การทำงานน้อยกว่า โดยผู้ที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงต้องมีความเชี่ยวชาญในงานและประสบการณ์การทำงานที่มากกว่าผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแล ผู้นิเทศและครูต้องเรียนรู้ไปพร้อมกันเป็นทีม มีการประชุมวางแผนร่วมกัน สังเกตการสอนในชั้นเรียนที่มุ่งเน้นการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ ประชุมให้ข้อมูลย้อนกลับหลังการสังเกตการสอน และประเมินผลการติดตามดูแล (Mentoring) เกี่ยวกับพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนแต่ละครั้ง (อัญชลี ธรรมะวิธีกุล. 2552: 3-4) สำหรับแนวคิดแบบคลินิก (Clinical Supervision) เป็นการนิเทศการสอนเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียนโดยตรง โดยเริ่มด้วยการพูดคุย ปรึกษาหารือกันระหว่างครูกับผู้นิเทศเกี่ยวกับแผนการสอน การสังเกตการสอน การวิเคราะห์ข้อมูลการสอน และการให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ครูเกี่ยวกับเรื่องหรือประเด็นที่มีการสังเกต กระบวนการนิเทศแบบคลินิกจะต้องมีการดำเนินการเป็นวัฏจักรซ้ำหลายครั้งตลอดทั้งปีและอย่างต่อเนื่อง เพื่อครูจะได้มีโอกาสพัฒนาและปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุผลตามเกณฑ์ที่พึงพอใจทั้ง
 2 ฝ่าย (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2556: 1) จากลักษณะเด่นของ
การนิเทศแต่ละแนวคิดข้างต้น ผู้วิจัยจึงนำแนวคิดการนิเทศแบบชี้แนะ การนิเทศแบบพี่เลี้ยง และการนิเทศแบบคลินิกมาบูรณาการแล้วพัฒนาเป็นรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน และเพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานและน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล-
อดุลยเดช ตามหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ที่ใช้ทรงงานผ่านโครงการพระราชดำริหลายๆ โครงการ ผู้วิจัยจึงน้อมนำหลักการทรงงาน“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และศาสตร์พระราชา “การมีส่วนร่วม” มาปรับประยุกต์ใช้กับกระบวนการนิเทศเพื่อส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อให้ได้เรียนรู้กระบวนการคิดบนรากฐานของการเข้าใจมนุษย์ การเข้าถึงข้อมูลเพื่อให้การสร้างสรรค์นั้นตอบสนองความต้องการ การพัฒนาด้วยความรู้และภูมิปัญญาที่ไม่จำกัดอยู่แค่มิติใดมิติหนึ่ง ตลอดจนการทดลองและปรับปรุงจนได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน นั่นคือ
การพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุนครูผู้สอนให้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ จัดกิจกรรม
การเรียนรู้ที่หลากหลายสอดคล้องกับความต้องการระหว่างบุคคล บริหารจัดการชั้นเรียน ใช้สื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ประเมินการเรียนรู้ที่หลากหลายและทำการวิจัยในชั้นเรียนและนำผลการวิจัยมาพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนานักเรียนและปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ
วัตถุประสงค์ของการวิจัย

  1. เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3
  2. เพื่อสร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3
  3. เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยใน
    ชั้นเรียนของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3
  4. เพื่อประเมินรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3

 
วิธีดำเนินการวิจัย
ผู้วิจัยดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานเพื่อการพัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน โดยได้ศึกษาเอกสาร ตำรา บทความวิจัยและสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบ หลักการนิเทศ สมรรถนะ
การวิจัยของครู และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แล้ววิเคราะห์เนื้อหาจากข้อมูลที่รวบรวมมาได้ทั้งหมด แล้วจัดเป็นหมวดหมู่ สรุปเป็นสาระสำคัญเป็นข้อค้นพบจากการศึกษา  
ขั้นตอนที่ 2 สร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน ผู้วิจัยดำเนินงาน 4 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 การยกร่างรูปแบบ ขั้นที่ 2 การจัด
เอกสารประกอบการใช้รูปแบบการนิเทศ ขั้นที่ 3 การตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ ขั้นที่ 4
การปรับปรุงรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ขั้นตอนที่ 3 ศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน
ผู้วิจัยดำเนินการนำร่างรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน ไปทดลองใช้กับครูจำนวน 63 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบวัดความรู้ด้านระเบียบวิธีการวิจัยในชั้นเรียน 2) แบบวัดความสามารถด้านการวิจัยในชั้นเรียน 3) แบบประเมินคุณภาพรายงานวิจัยในชั้นเรียน 4) แบบวัดเจตคติต่อการวิจัยในชั้นเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบสองกลุ่มสัมพันธ์กัน และและแบบกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์
ขั้นตอนที่ 4 การประเมินรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน
ผู้วิจัยดำเนินการประเมินรูปแบบการนิเทศ ดังนี้ 1) นำแบบสอบถามความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศไปให้ครูกลุ่มตัวอย่างจำนวน 63 คน ตอบแบบสอบถาม และ 2) ทำการสัมภาษณ์ความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน วิเคราะห์ผลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบสองกลุ่มสัมพันธ์กัน และและแบบกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
 
ผลการวิจัย

  1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน พบว่า การนิเทศที่ประสบความสำเร็จต้องใช้เทคนิคที่หลากหลาย
    ความเป็นกัลยาณมิตร ประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วม ติดตามอย่างต่อเนื่องและสร้างขวัญกำลังใจ ส่วนแนวคิดการนิเทศแบบชี้แนะ การนิเทศแบบพี่เลี้ยง และการนิเทศ
    แบบคลินิก สามารถนำมาบูรณาการแล้วพัฒนาเป็นรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน และเพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานและน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงน้อมนำหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และศาสตร์พระราชา “การมีส่วนร่วม” มาปรับประยุกต์ใช้กับกระบวนการนิเทศ
  2. ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน พบว่า ได้รูปแบบการนิเทศที่มีความเหมาะสมมาก มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการนิเทศ และการวัดและประเมินผล สำหรับกระบวนการนิเทศมี 5 ขั้นตอน ชื่อว่า “ทริปเบิ้ลดีอีพี” (Triple D.EP) ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 กำหนดสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ (D1 : Define problem and needs) ขั้นที่ตอน 2 วางแผนและกำหนดทางเลือก (D2: Direction Planning) ขั้นตอนที่ 3 ลงมือปฏิบัติการนิเทศ (D3: Development activities) ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบและประเมินผลการนิเทศ (E : Examine and evaluate) และขั้นตอนที่ 5 เผยแพร่ผลการดำเนินงานนิเทศ (P : Publish  a successful work)
  3. ผลการใช้รูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน พบว่า หลัง
    การนิเทศครูมีความรู้ด้านระเบียบวิธีการวิจัยในชั้นเรียน มีความสามารถด้านการวิจัยใน
    ชั้นเรียน และมีเจตคติที่ดีต่อการวิจัยในชั้นเรียนสูงกว่าก่อนรับการนิเทศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
  4. ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน พบว่า ครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศมากที่สุดและเห็นว่าเป็นประโยชน์มากที่สุด

 
อภิปรายผล
ผู้วิจัยได้นำประเด็นที่ค้นพบจากการสรุปผลนำมาอภิปรายผล 4 ประเด็น ดังนี้

  1. จากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน พบว่า การนิเทศที่ประสบความสำเร็จต้องใช้เทคนิคที่หลากหลาย ได้แก่ความเป็นกัลยาณมิตร ประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วม ติดตามอย่างต่อเนื่องและสร้างขวัญกำลังใจอย่างหลากหลายและเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับ สงัด อุทรานันท์ (2538: 11-12) ที่กล่าวว่า การนิเทศเป็นกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศภายใต้บรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย มีการยอมรับซึ่งกันและกัน มีเป้าหมายคือคุณภาพนักเรียน และสอดคล้องกับ กรองทอง จิรเดชากุล (2550: 23) ที่กล่าวว่า การดำเนินการนิเทศจะต้องทำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องตามกระบวนการ สอดคล้องกับกับความต้องการของครู ภายใต้บรรยากาศการเป็นประชาธิปไตย ซึ่งสอดคล้องกับวัชรา เล่าเรียนดี (2550:18) กล่าวว่า การพัฒนารูปแบบการนิเทศการสอนนั้นมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาหลักการ แนวคิดและทฤษฎี เพื่อให้ได้รูปแบบการนิเทศที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับความแตกต่างของครูแต่ละคน ผู้วิจัยจึงนำแนวคิดการนิเทศแบบพี่เลี้ยง การนิเทศแบบชี้แนะ และการนิเทศแบบคลินิก มาบูรณาการผสมผสานกันแล้วพัฒนาเป็นรูปแบบ
    การนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน และได้น้อมนำหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และศาสตร์พระราชา “การมีส่วนร่วม” มาปรับประยุกต์ใช้กับกระบวนการนิเทศ โดยมีหลักการ คือ ผู้นิเทศให้คำปรึกษาชี้แนะแก่ผู้รับการนิเทศที่สามารถพัฒนาได้ด้วยตนเองและผู้รับการนิเทศที่มีประสบการณ์น้อยหรือเริ่มงาน โดยเน้นการมีส่วนร่วมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในการทำวิจัยในชั้นเรียน และให้ข้อมูลย้อนกลับการปรับปรุงพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ในที่สุดจะส่งผลต่อเป้าหมายสูงสุด คือ
    การพัฒนาผู้เรียนอย่างสมดุล ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของระย้า คงขาว (2557) และ
    กิตติ บุญปรุง (2560) พบว่า การนิเทศเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับ
    การนิเทศเพื่อปรับปรุงการทำงานการสอนของครูให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และสอดคล้องกับ อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์. (2560: 1-11) ที่ได้กล่าวถึง หนึ่งในหลักการที่พระบาทสมเด็จ
    พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานเพื่อการแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ ของประเทศ ที่ถือเป็นวิธีการแห่งศาสตร์พระราชา คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นกระบวนวิธีที่ง่ายใช้ปฏิบัติทุกคนเป็นกรอบการปฏิบัติงานของนักพัฒนา ข้าราชการที่จริงใจในการพัฒนากับประชาชนมิใช่ทำเพียงเพราะหน้าที่ แต่ทำด้วยความตั้งใจและหัวใจเพื่อคนส่วนใหญ่เพื่อคนส่วนรวม
  2. ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน พบว่า รูปแบบมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการนิเทศ และการวัดและประเมินผล โดยมีกระบวนการนิเทศมี 5 ขั้นตอน ชื่อว่า “ทริปเบิ้ลดีอีพี” (Triple D.EP) ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 กำหนดสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ (D1 : Define problem and needs) ขั้นที่ตอน 2 วางแผนและกำหนดทางเลือก (D2: Direction Planning) ขั้นตอนที่ 3 ลงมือปฏิบัติการนิเทศ (D3: Development activities) ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบและประเมินผลการนิเทศ (E : Examine and evaluate) และ ขั้นตอนที่ 5 เผยแพร่ผลการดำเนินงานนิเทศ (P : Publish  a successful work) และผลการประเมินรูปแบบการนิเทศมีความเหมาะสมมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะ
    การวิจัยในชั้นเรียนอย่างรอบด้าน จึงทำให้ได้รูปแบบการนิเทศที่มีองค์ประกอบและมีขั้นตอนที่ชัดเจน และเหมาะสมที่สุด สามารถใช้ในการส่งเสริม สนับสนุนให้ครูสามารถทำวิจัยในชั้นเรียนควบคู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับ
    สงัด อุทรานันท์ (2538) ที่ได้เสนอกระบวนการนิเทศการศึกษาที่เห็นว่าสอดคล้องกับสภาพสังคมไทย 5 ขั้นตอน ซึ่งเรียกว่า PIDRE คือ 1) การวางแผนการนิเทศ 2) การให้ความรู้ในสิ่งที่จะทำ 3) การปฏิบัติงาน 4) การสร้างขวัญและกำลังใจ 5) ประเมินผลผลิตของ
    การดำเนินงาน และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของชาคริยา ชายเกลี้ยง (2562) ที่ได้พัฒนารูปแบบการนิเทศแบบผสมผสานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยของครูระดับมัธยมศึกษา
    มี 6 องค์ประกอบคือ  1) หลักการ  2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา 4) กระบวนการนิเทศ
    5) การวัดผลและการประเมินผล และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ
  3. ผลการใช้รูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน พบว่า หลัง
    การนิเทศครูมีความรู้เกี่ยวกับระเบียบวิธีการวิจัยในชั้นเรียน มีความสามารถด้านการวิจัยในชั้นเรียน และมีเจตคติที่ดีต่อการวิจัยในชั้นเรียนสูงกว่าก่อนรับการนิเทศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงให้เห็นว่า รูปแบบการนิเทศที่สร้างขึ้น สามารถนำไปใช้ได้จริงบนพื้นฐานของความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสมและความถูกต้องครอบคลุม ทำให้ได้รูปแบบการนิเทศน่าสนใจ มีความหลายหลายในกระบวนการนิเทศ เน้นการมีส่วนร่วมของผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศทุกขั้นตอน จะช่วยให้ครูผู้รับการนิเทศเกิด
    การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมง่ายขึ้น นอกจากนี้ รูปแบบการนิเทศที่พัฒนาขึ้นยังมีกิจกรรมการนิเทศที่หลากหลาย เน้นความเป็นประชาธิปไตย การมีส่วนร่วม ความเป็นกัลยาณมิตร ช่วยให้ครูสามารถใช้การวิจัยในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในชั้นเรียนได้ ครูใช้วิจัยในชั้นเรียนเป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้ชั้นเรียนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สุดได้จริง และเป็นเครื่องมือพัฒนาครูที่ดีที่สุด (วิจารณ์ พานิช. 2562: 22) และมีความสอดคล้องกับ วัชรา เล่าเรียนดี (2550) ที่กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมง่ายขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ ยุพิน ยืนยง (2553) การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพการวิจัยในชั้นเรียนของครู ที่พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนและมีสมรรถภาพการวิจัยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และสอดคล้องกับ ชาคริยา ชายเกลี้ยง (2562) ที่พัฒนารูปแบบการนิเทศแบบผสมผสานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยของครูระดับมัธยมศึกษารูปแบบการนิเทศแบบผสมผสานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยของครูระดับมัธยมศึกษา ที่พบว่า ครูมีความรู้พื้นฐานการวิจัยมีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ .05 และครูมีทักษะการวิจัยและผลงานวิจัยของครูมีคุณภาพระดับมาก
  4. ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียน พบว่า ครูผู้รับการนิเทศมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนในระดับมากที่สุดและเห็นว่าเป็นประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากครูที่ได้รับการนิเทศจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบการวิจัย สามารถระบุสภาพปัญหาในชั้นเรียน กำหนดวิธีการแก้ปัญหาคิดสามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ พัฒนานวัตกรรมการสอน แล้วนำไปใช้ในห้องเรียนแล้วได้ผลดีตามเป้าหมาย จึงเกิดความมั่นใจในการใช้กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนมาพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้มาก และเมื่อได้ลงมือทำการวิจัยแล้วพบผลสำเร็จในการพัฒนาผู้เรียน จึงเกิดความมั่นใจยิ่งขึ้นและมีความภาคภูมิใจในตนเอง รู้สึกมีศักดิ์ศรีมีคุณค่าทางวิชาชีพ จึงทำให้ครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศที่พัฒนาขึ้นมากที่สุดสอดคล้องกับงานวิจัยของ นัยนา ฉายวงค์ (2560) ได้ทำการวิจัยพัฒนารูปแบบการนิเทศตามแนวคิดการเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านการวิจัยในชั้นเรียนของครูสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครพนม เขต 1 ครูมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการนิเทศอยู่ในระดับมากที่สุด

 
สรุป/ข้อเสนอแนะ
รูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 มีองค์ประกอบสำคัญประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการนิเทศ และการวัดและประเมินผล สำหรับกระบวนการนิเทศมี 5 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 กำหนดสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ ขั้นที่ตอน 2 วางแผนและกำหนดทางเลือก  ขั้นตอนที่ 3 ลงมือปฏิบัติการนิเทศ ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบและประเมินผลการนิเทศ และ ขั้นตอนที่ 5 เผยแพร่ผลการดำเนินงานนิเทศ ผลการใช้รูปแบบการนิเทศ พบว่า ครูมีความรู้เกี่ยวกับระเบียบวิธีการวิจัยในชั้นเรียน มีความสามารถด้าน
การวิจัยในชั้นเรียน และมีเจตคติที่ดีต่อการวิจัยในชั้นเรียนสูงกว่าก่อนรับการนิเทศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และครูผู้รับการนิเทศมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนในระดับมากที่สุดและเห็นว่าเป็นประโยชน์มากที่สุด
ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ ได้แก่ 1) เนื่องจากภาระงานของครูผู้สอนในหน้าที่อื่นๆ ที่มีนอกเหนือจากการสอนมีมาก ผู้นิเทศตามรูปแบบการนิเทศควรจัดสรรเวลาในการดำเนินการให้เหมาะสม และวางแผนอย่างดี 2) จากผลการวิจัยสามารถประยุกต์ใช้ได้กับครูระดับต่างๆ ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง
          ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป ได้แก่ 1) ควรพัฒนารูปแบบการนิเทศจากแนวคิดต่างๆ เพื่อให้มีการนิเทศที่ใช้มีความหลากหลายขึ้น 2) ควรมีการศึกษาผลการนิเทศการวิจัยในชั้นเรียนส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอย่างไร 3) ควรมี
การศึกษาวิจัยพัฒนาสื่อนวัตกรรมการนิเทศเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับยุคนิวนอร์มัล (New Normal)  
 
เอกสารอ้างอิง
กรองทอง จิรเดชากุล.  (2550).  คู่มือการนิเทศภายในโรงเรียน.  กรุงเทพมหานคร :
        ธารอักษร.
กระทรวงศึกษาธิการ.  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
          (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 พร้อมกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องและพระราชบัญญัติ
          การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545. (2546).  กรุงเทพมหานคร : องค์การรับส่งสินค้า
          และพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.).
กิตติ บุญปรุง.  (2560).  การพัฒนาแนวทางการนิเทศแบบสอนแนะสำหรับครูคณิตศาสตร์
          ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 21.  ใน    วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
          มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ชาคริยา ชายเกลี้ยงและคณะ.  (2562).  รูปแบบการนิเทศแบบผสมผสานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการวิจัยของครูระดับมัธยมศึกษา.  วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์. 
        6(1), 5345-5361.    
 นัยนา ฉายวงค์.  (2560).  รูปแบบการนิเทศตามแนวคิดการเรียนรู้แบบผสมผสาน เพื่อ
          เสริมสร้างความสามารถด้านการวิจัยในชั้นเรียน ของครูสำนักงานเขตพื้นที่
          การศึกษานครพนม เขต 1.  ใน วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา
          หลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545.
          ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 119 ตอนที่ 135 ก หน้า 4-5 (19 ธันวาคม 2545).
ยุพิน ยืนยง. (2553).  การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบหลากหลายวิธีการเพื่อส่งเสริม
          สมรรถภาพการวิจัยในชั้นเรียนของครู เขตการศึกษา 5 อัครสังฆมณฑล. ใน
          วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัย
          ศิลปากร.
ระย้า คงขาว.  (2557).  การพัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อเสริมสมรรถภาพการวิจัยเพื่อ
          พัฒนาการเรียนรู้ สำหรับครูผู้สอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน.  ในวิทยานิพนธ์
          ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยนเรศวร.
วัชรา เล่าเรียนดี.  (2550).  การนิเทศการสอน.  นคนปฐม : ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอนมหาวิทยาลัยศิลปากร.
วิจารณ์ พานิช. (2555).  วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ ๒๑. กรุงเทพมหานคร  : มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์.
สงัด อุทรานันท์. (2538). พื้นฐานและหลักการพัฒนาหลักสูตร.กรุงเทพมหานคร :
          วงเดือนการพิมพ์
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3. (2562).  รายงานผลการนิเทศ
          ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานเขต
          พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ปีงบประมาณ 2561 ไตรมาส 1 – 2.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3. (2563).  รายงานผลการนิเทศ
          ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัด สำนักงาน เขต
          พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ปีงบประมาณ 2562 ไตรมาส 1-2.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2556). แนวทางการนิเทศเต็มพิกัด.กรุงเทพมหานคร : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา  กระทรวงศึกษาธิการ. (2552).  ข้อเสนอการปฏิรูป
          การศึกษาในทศวรรษที่สอง 2552-2561. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานเลขาธิการ
          สภาพการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.
อัญชลี ธรรมะวิธีกุล.  (2552). กระบวนการนิเทศภายใน. กรุงเทพมหานคร : อักษรบริการ.
อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์. (2560). เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา : วิธีการแห่งศาสตร์พระราชาเพื่อ
            การพัฒนาที่ยั่งยืน. เรียกใช้เมื่อ 3 มิถุนายน 2565 จาก https://mgronline.com/daily/detail/9600000103010
Joyce, B. R., & Showers, B. (2002).  Student achievement through staff
          development. Alexandria, VA: Association for Supervision and
          Curriculum Development.
 
 
 

Back to top button