
ในทุกวันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี ประเทศไทยได้กำหนดให้เป็น “วันดำรงราชานุภาพ“ ซึ่งเป็นวันสำคัญเพื่อรำลึกถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บุคคลสำคัญที่ทรงมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการวางรากฐานประเทศไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านการปกครอง ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี
สำหรับคุณครู นักเรียน และผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ศึกษาและน้อมรำลึกถึง “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยและโบราณคดี” พระองค์นี้
ความสำคัญของ “วันดำรงราชานุภาพ”
วันดำรงราชานุภาพ ตรงกับวันที่ 1 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (สิ้นพระชนม์เมื่อ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2486)
เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระองค์ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 กำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี เป็น “วันดำรงราชานุภาพ” เพื่อให้คนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณงามความดีของพระองค์ที่ทรงมีต่อประเทศชาติ
“สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” คือใคร?
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และทรงเป็นต้นราชสกุล “ดิศกุล” พระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญที่รับใช้แผ่นดินอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และทรงมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย
พระกรณียกิจสำคัญที่สร้างชาติ
พระอัจฉริยภาพของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นั้นปรากฏในหลากหลายด้าน แต่ผลงานที่โดดเด่นและยังคงส่งผลมาถึงปัจจุบัน ได้แก่:
1. องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยคนแรก และเป็นผู้ที่วางรากฐานการปกครองส่วนภูมิภาคที่สำคัญที่สุดของไทย นั่นคือ “ระบบเทศาภิบาล”
- ทรงปฏิรูประบบการปกครองหัวเมืองใหม่
- ยุบระบบ “กินเมือง” ที่เจ้าเมืองมีอำนาจสิทธิ์ขาด
- จัดตั้งมณฑล เมือง และอำเภอ
- ส่งข้าหลวงจากส่วนกลางไปปกครอง
การปฏิรูปครั้งนี้ถือเป็นการ “รวมศูนย์อำนาจ” เข้าสู่ส่วนกลาง (กรุงเทพฯ) ทำให้สยามในยุคล่าอาณานิคมมีความเป็นปึกแผ่น มั่นคง และรอดพ้นจากการคุกคามของมหาอำนาจตะวันตกมาได้
2. พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยและโบราณคดี
นี่คือสมญานามที่สะท้อนถึงผลงานของพระองค์ได้ชัดเจนที่สุด พระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์ที่แท้จริง ทรงบุกเบิกการศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทยอย่างเป็นระบบ
- ทรงนิพนธ์หนังสือ: ทรงนิพนธ์หนังสือและบทความทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวรรณคดีไว้มากมายมหาศาล (กว่า 1,000 เรื่อง) เช่น พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหารช, และ นิทานโบราณคดี
- ทรงวางรากฐานกิจการพิพิธภัณฑ์: ทรงเป็นผู้ก่อตั้งและพัฒนา “หอสมุดวชิรญาณ” (ปัจจุบันคือ หอสมุดแห่งชาติ) และ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ”
- ทรงริเริ่มการค้นคว้า: ทรงใช้หลักการและระเบียบวิธีวิจัยแบบตะวันตกในการศึกษาประวัติศาสตร์ ทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยมีความน่าเชื่อถือและเป็นระบบมาจนถึงทุกวันนี้
3. การยกย่องจาก UNESCO
ด้วยคุณูปการอันใหญ่หลวง องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องให้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” (World’s Most Eminent Persons) ในปี พ.ศ. 2505 นับเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้
สรุป: บทเรียนจาก “วันดำรงราชานุภาพ”
1 ธันวาคม วันดำรงราชานุภาพ จึงเป็นมากกว่าวันรำลึกถึงบุคคลสำคัญ แต่เป็นวันที่ครู อาจารย์ และนักเรียน ควรใช้เป็นหมุดหมายในการศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติ
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นแบบอย่างของการเป็น “นักการศึกษา” และ “นักเรียนรู้ตลอดชีวิต” พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่การท่องจำอดีต แต่คือการทำความเข้าใจรากเหง้าของตนเอง เพื่อสร้างปัจจุบันและอนาคตของชาติให้มั่นคงสืบไป











