ครูอาชีพ อาชีพครู ที่ถือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาเยาวชนของประเทศ

อาชีพครูถือเป็นอาชีพที่ทรงเกียรติและมีความสำคัญอย่างมาก ครูถือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม มีส่วนในการพัฒนาเยาวชนของประเทศ ถือว่าเป็นอาชีพที่ได้รับโอกาสที่จะชี้นำ สั่งสอน ลูกศิษย์ ให้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพ ทั้งในแง่ของความรู้ และคุณธรรม จริยธรรมอันดี ล้วนเป็นสิ่งที่อาชีพครูสามารถอบรม บ่มเพาะให้แก่เยาวชนของชาติได้ทั้งสิ้น
สถานที่ทำงานของครู
สถานที่ทำงานของครู คือโรงเรียน และสถาบันต่างๆ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่โรงเรียนเตรียมอนุบาล โรงเรียนอนุบาล ประถม มัธยม วิชาชีพ ขึ้นไปจนถึงในระดับอุดมศึกษา โดยครูจะมีห้องพักครูซึ่งส่วนมากจะแยกออเป็นในแต่ละรายวิชา เช่นครูคณิต วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา แนะแนว ฯลฯ ครูจะสอนนักเรียนภายในโรงเรียน ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน และรายวิชา แต่ส่วนมากแล้วครูก็จะสอนนักเรียนกันภายในห้องเรียน จะมีบ้างที่ครูจะออกไปสอนนักเรียนนอกห้องเรียน หรือนอกโรงเรียน เช่นการทัศนศึกษา ดูงาน และกิจกรรมนอกโรงเรียนต่างๆ
ลักษณะของงานครู
ครูคือผู้ที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติ นอกจากการสั่งสอนให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถในทางด้านวิชาการแล้ว ครูยังจะเป็นผู้สอนให้นักเรียนเป็นคนดี ที่อยู่ร่วมกันในสังคมได้ เป็นผู้ชี้แนะให้เด็กมีแนวคิดของตัวเอง และสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ในอนาคต
กลุ่มนักเรียนที่ครูสอน
ครูจะมีนักเรียนมากมายและแตกต่างกันไปตามระดับชั้นที่สอน และรายวิชา ซึ่งก็จะมีความแตกต่างกันตามวัยของนักเรียนเป็นหลัก ซึ่งเด็กแต่ละวัยก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน การควบคุมและสั่งสอนเด็กในแต่ละวัยนั้นจึงมีรายละเอียดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยรวมแล้วครูจะแบ่งออกได้เป็นตามกลุ่มดังนี้
ครูอนุบาล
ดูแลเด็กในช่วงอายุ 3-5 ปี ถือว่าเป็นครูในระดับเริ่มต้นที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงที่สมองเด็กเติบโตได้อย่างรวดเร็วที่สุด พันาการต่างๆรวมถึงการเรียนรู้และนิสัย จะเริ่มต้นจากตรงนี้ ครูจะเป็นผู้สอนให้เด็กเริ่มเข้าสังคม อยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ ฝึกความรับผิดชอบโดยการเริ่มมีการบ้านให้ทำเพื่อส่งคุณครู นอกจากนี้ครูอนุบาลยังจะต้องดูแลเด็กๆในทุกๆเรื่องแทนผู้ปกครอง รวมถึงอาหารการกิน การเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ การเล่นกับเพื่อนๆ กิจกรรมต่างๆที่โรงเรียน ไปจนถึงการนอนกลางวัน ครูอนุบาลจะเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ปกครองของนักเรียนมากที่สุดเมื่อเทียบกับครูในกลุ่มอื่นๆ
ส่วนในเรื่องของวิชาการ ครูอนุบาลจะเป็นผู้ริเริ่มสอนให้นักเรียนอ่าน-เขียนได้ เริ่มพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์และตรรกะ รวมไปถึงการสื่อสารทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
ครูประถม
ดูแลเด็กในช่วยอายุ 6-11 ปี ซึ่งในช่วงอายุนี้จะเป็นช่วงอายุที่เด็กซนที่สุด ชอบเล่นเป็นกลุ่มเพื่อน ชอบทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำ จนในบางครั้งก็อาจรุนแรงเกินกว่าเหตุได้ เด็กในกลุ่มนี้ยังรับฟังคำสั่งสอนจากครูอยู่
ส่วนในเรื่องของวิชาการ ในระดับประถมจะเป็นระดับแรกที่เริ่มมีการแตกสายของวิชาที่เรียน จะมีการเรียนการสอนที่แยกวิชามากขึ้นไป ตั้งแต่วิชาคณิตศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย สุขศึกษา พละศึกษา ศิลปศึกษา ดนตรีศึกษา และอื่นๆ ครูผู้สอนก็เริ่มที่จะแบ่งตามสายวิชาของตนเอง ครูคณิตก็สอนแต่คณิต ครูภาษาอังกฤษก็สอนแต่ภาษาอังกฤษ เป็นต้น
ครูมัธยม
ดูแลเด็กในช่วงอายุ 12-17 ปี เป็นวัยที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่นและพร้อมจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เริ่มชัดเจน มีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ เด็กบางคนจะเริ่มเก็บตัวอยู่ในห้องของตัวเอง เริ่มฟังเพื่อนมากกว่าผู้ปกครองและครู ถือเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต
ในเรื่องของวิชาการก็จะเริ่มเข้มข้นมากขึ้น โดยจะมีการศึกษาที่ลงลึกมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละรายวิชา ครูที่สังกัดในโรงเรียนสามัญก็จะมีรายวิชาเพิ่มขึ้นมาเป็น 8 สาระการเรียนรู้ เช่นวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ฯลฯ การศึกษาทางด้านภาษาอังกฤษของเด็กในวัยนี้ จะทำให้สามารถเริ่มพูดคุยโต้ตอบกับชาวต่างชาติเป็นภาษาอังกฤษได้แล้ว ส่วนในเรื่องของการเรียนก็ยังจะต้องจ้ำจี้จ้ำชัยอยู่บ้าง ครูมัธยมจะสอนเนื้อหาในระดับสูงขึ้นเพื่อเตรียมตัวให้นักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือที่เรียกกันว่า Admission / TCAS โดยจะต้องสอบหลายวิชาเพื่อนำคะแนนไปยื่นเข้ามหาวิทยาลัยอีกที รายวิชาที่จะต้องสอบเช่น
- GAT ความถนัดทั่วไป
- PAT1 คณิตศาสตร์
- PAT2 วิทยาศาสตร์
- PAT3 วิศวกรรม
- PAT4 สถาปัตยกรรม
- PAT5 วิชาชีพครู
- PAT6 ศิลปกรรมศาสตร์
- PAT7 ความถนัดภาษา
ครูมหาวิทยาลัย
ดูแลนักศึกษาในวัย 18 ปีขึ้นไปซึ่งพร้อมจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีอิสระในชีวิตมากขึ้น เลือกชีวิตของตัวเอง ครูมหาวิทยาลัยจะไม่จ้ำจี้จ้ำไช หรือง้อให้นักเรียนมาเรียนเหมือนกับในระดับที่ผ่านๆมา ถ้านักเรียนไม่เข้าเรียน หรือไม่ส่งงาน assignment ก็สามารถปรับตกได้เลย
ในระดับมหาวิทยาลัยจะสอนเน้นลงลึกลงไปทางด้านวิชาการมากที่สุด ซึ่งก็จะเน้นเรียนกันเฉพาะทางตามแต่ละคณะ โดยส่วนมากใช้เวลา 4 ปีสำหรับกรเรียนในระดับปริญญาตรี และจะมีการฝึกงานหนึ่งปี ซึ่งนักศึกษาจะเตรียมความพร้อมสู่การทำงาน จะต้องทำอะไรทุกอย่างด้วยตัวเอง สมัครฝึกงานด้วยตนเอง ยื่นเรซูเม่ฝึกงานกับบริษัทเอง ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานเอง ซึ่งแต่ละสายงาน และแต่ละบริษัทก็จะแตกต่างกันออกไป เป็นต้น
รายวิชาเอกของครู
นอกจากการแบ่งครูตามกลุ่มของนักเรียนที่สอนแล้ว ยังสามารถแบ่งออกตามรายวิชาเอกของครูได้อีก โดยรวมแล้วรายวิชาเอกของครูประกอบไปด้วย
- สาขาวิชาการสอนวิทยาศาสตร์
- สาขาวิชาการสอนคณิตศาสตร์
- สาขาวิชาศิลปศึกษา
- สาขาวิชาดนตรีศึกษา
- สาขาวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา
- สาขาจิตวิทยาการปรึกษา การแนะแนวและการศึกษาพิเศษ
- สาขาเทคโนโลยีการศึกษา
- สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ศึกษา
- สาชาวิชาธุรกิจศึกษา
- สาขาวิชาธุรกิจและคอมพิวเตอร์ศึกษา
- สาขาบริหารการศึกษา
- สาขาวิชาการศึกษาผู้ใหญ่
- สาขาวิขาการวัดผลและวิจัยการศึกษา
- สาขาวิชาการอุดมศึกษา
- สาขาวิขาอุตสาหกรรมศึกษา
*อ้างอิงจากสายวิชาที่เปิดการเรียนการสอนในคณะครุศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะที่ครูจบออกมา
รายได้ของครู
รายได้ของครูอ้างอิงจากฐานข้อมูลการรับราชการ
- วุฒิปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี อันดับครูผู้ช่วย 15,050 บาท
- วุฒิปริญญาตรี หลักสูตร 5 ปี อันดับครูผู้ช่วย 15,800 บาท
- ประกาศนียบัตรบัณทิตที่มีหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่า 1 ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี อันดับครูผู้ช่วย 15,800 บาท
- ปริญญาตรี หลักสูตร 6 ปี อันดับครูผู้ช่วย 17,690 บาท
- ปริญญาโททั่วไป อันดับครูผู้ช่วย 17,690 บาท
- ปริญญาโทที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 2 ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรีที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี อันดับครูผู้ช่วย 18,690 บาท
- ปริญญาเอก อันดับครูผู้ช่วย 21,150 บาท
นอกจากนี้ยังมีรายได้ของครูในสถาบันเอกชนอีก โดยรายได้ของครูในสถาบันเอกชนจะมีค่าเฉลี่ยที่สูงกว่าครูราชการอยู่ 2-3 เท่าตัว แต่ก็จะไม่ได้รับสวัสดิการ บำเน็จ และบำนาญ เหมือนข้าราชการ
คุณสมบัติของครู
ผู้ที่สามารถสมัครงานครูได้จำเป็นจะต้องจบการศึกษาจากคณะครุศาสตร์ หรือคณะที่เกี่ยวข้อง และมีวิชาเอกหนึ่งวิชาจากในรายการนี้: การศึกษาปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา การสอนวิชาเฉพาะ หรือ การศึกษานอกระบบโรงเรียน
นอกจากนี้ในปัจจุบันยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าผู้ที่ไม่ได้จบครู สามารถเป็นครูได้ไหม แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุป จึงทำให้ผู้ที่ไม่ได้จบครู ยังไม่สามารถสอบบรรจุเป็นครูในระบบราชการได้ แต่ก็สามารถสมัครงานครูเป็นครูในสถาบันเอกชนได้
นอกจากนี้ผู้ที่สมัครครูในระดับมหาวิทยาลัยนั้นมีความจำเป็นจะต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาโทขึ้นไป ในรายวิชาย่อยของคณะนั้นๆ
การเลื่อนขั้นของครู
ครูที่เป็นข้าราชการจะมีระบบการเลื่อนขั้นตามอาชีพรับราชการ จะมีการสอบเลื่อนระดับ และทำผลงานส่งเพื่อเลื่อนระดับ ระดับของครูจะเรียกว่า ซี (C) ซึ่งเริ่มตั้งแต่ C1 ขึ้นไปจนถึง C11 เมื่อระดับขั้น C สูงขึ้น เงินเดือนก็สูงขึ้นตาม
ครูเอกชนจะมีการเลื่อนระดับตามผลงานและความสามารถตามแต่ละโรงเรียนและสถาบันเป็นผู้กำหนด โดยจะเริ่มต้นจากครูปกติ ขึ้นไปเป็นรองหัวหน้าภาควิชา และจะอยู่ในระดับสูงสุดที่หัวหน้าภาควิชา ซึ่งครูก็สามารถย้ายสายไปเป็นครูปกครอง หรือครูบริหารได้





