รายงานการใช้กระบวนการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษและทักษะกระบวนการกลุ่ม

กระดานสนทนา เผยแพร่ผลงานวิชาการหมวดหมู่: เผยแพร่ผลงานวิชาการรายงานการใช้กระบวนการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษและทักษะกระบวนการกลุ่ม

1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้และคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
ในสังคมโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลก และตระหนักถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองของสังคมโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรีและความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นดีขึ้น เรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารได้ รวมทั้งเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ได้ง่ายและ กว้างขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต
ภาษาต่างประเทศที่สำคัญและใช้กันอย่างแพร่หลาย คือภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษนับว่ามีบทบาทสำคัญในการสื่อสารอย่างกว้างขวางและเป็นสากล มนุษยชาติได้ติดต่อสื่อสารกันทั่วโลกด้วยภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารโดยตรง การใช้อินเตอร์เน็ต การชมภาพยนตร์ การฟังวิทยุ หนังสือ คู่มือ ตำราต่างๆ ล้วนใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทั้งสิ้น จากผลสำรวจต่างๆ พบว่าภาษาอังกฤษถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศและกลายเป็นภาษาหลักหรือภาษาแม่ที่ใช้กันในหลายประเทศเช่นเดียวกัน โดยภาษาอังกฤษถูกยกให้เป็นภาษาที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการในประเทศต่างๆ ทั่วโลก บุคคลที่มีความรู้ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ย่อมได้รับโอกาสในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านหน้าที่การงาน การศึกษา ดังนั้นทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้และใช้ภาษาอังกฤษในการพัฒนาตนเอง เพื่อเพิ่มพูนทักษะในการติดต่อสื่อสาร
เนื่องจากภาษาอังกฤษมีความสำคัญดังกล่าว ทางกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้เป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐานซึ่งบรรจุไว้ในแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งมุ่งหวังให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในการฟังพูด อ่าน เขียน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึกและคิดเห็น นำเสนอข้อมูล ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้อย่างเหมาะสม มีเจตคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ สามารถใช้สื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ แสวงหาความรู้ ประกอบอาชีพ และศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวและวัฒนธรรมอันหลากหลายของประชาคมโลก และสามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทย ไปยังสังคมโลกได้อย่างสร้างสรรค์ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551)ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ส่งเสริมให้มีการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็น ตีความนำเสนอข้อมูล ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้อย่างเหมาะสม โดยให้เน้นในทักษะการสื่อสารทั้งสี่ด้าน คือ ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ซึ่งเป็นเครื่องมือของการส่งสาร และการรับสาร การส่งสารได้แก่ การส่งความรู้ ความเชื่อความคิด ความรู้สึกด้วยการพูดและการเขียน ส่วนการรับสารได้แก่ การรับความรู้ ความเชื่อความคิด ด้วยการอ่านและการฟัง การฝึกทักษะการสื่อสารจึงเป็นการฝึกทักษะการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน ให้สามารถรับสารและส่งสารอย่างมีประสิทธิภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553)
เมื่อพิจารณาทักษะการสื่อสารทั้งสี่ทักษะ ในกระบวนการทักษะทั้งสี่ของการสื่อสาร จะเห็นได้ว่าทักษะการเขียนเป็นอีกทักษะหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ และทักษะการเขียนเป็นทักษะที่สลับซับซ้อนมากที่สุดที่แม้แต่เจ้าของภาษาก็ยังไม่สามารถจะประสบความสำเร็จในการเขียนภาษาระดับสูงได้ ซึ่งสาเหตุอาจเนื่องมาจากปัญหาภาษาหรือการเขียนโดยตรง การเขียนที่ดีนั้นผู้เขียนจะต้องมีการวางแผนการเขียน มีการกำหนดจุดประสงค์ในการเขียน กำหนดผู้รับสารหรือผู้อ่าน โดย Heaton (1990) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของลักษณะการเขียนที่ดีไว้ดังนี้ คือ มีการใช้ภาษา ความสามารถในการใช้ภาษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม มีความสามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์ มีการพัฒนาความคิดที่ปรากฏออกมาในงานเขียน มีความสามารถในการเลือกเขียนให้ตรงกับจุดประสงค์ของผู้ฟัง รวมทั้งสามารถเลือก รวบรวม ข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ กับงานเขียนได้ การใช้รูปแบบการเขียนและการใช้ภาษามีประสิทธิภาพตลอดจนรวมถึงการใช้เครื่องหมายวรรคตอน การสะกดคำ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546) แต่ในความเป็นจริงการพัฒนาทักษะการเขียนของผู้เขียนยังไม่สามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพเท่าที่ควร เนื่องจากผู้เขียนยังมีความกังวลถึงประสบการณ์ในการเขียนที่ผู้เขียนคิดว่ายังมีไม่เพียงพอที่จะนำเอาใช้ในงานเขียนของตนได้ ผู้เขียนไม่มีความเชื่อมั่นในวิธีการเขียน ทั้งผู้สอนและผู้เขียนยังยึดติดกับแบบการเขียนเดิมๆ ที่เน้นเฉพาะในด้านความถูกต้องและความแม่นยำของการใช้โครงสร้างทางภาษา หลักไวยากรณ์ การเลือกใช้ประโยคที่ดูสละสลวย การเลือกใช้คำต่างๆ การขาดการกำหนดกลุ่มเป้าหมายหรือผู้อ่านงานเขียนของตน อีกทั้งยังใช้เวลาน้อยในการวางแผนการเขียน และขาดการปรับปรุงข้อผิดพลาดงานเขียนของตนเองโดยคิดว่าสิ่งที่ตนเขียนนั้นชัดเจนเพียงพอแล้ว (Hedge, 1990 อ้างในกระทรวงศึกษาธิการ, 2546)
และจากการศึกษางานวิจัยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับมัธยมศึกษาปีการศึกษา 2550 จนถึง 2554 โดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์กรมหาชน) พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2550 มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 30.93 ปีการศึกษา 2551 มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 30.63 ปีการศึกษา 2552 มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 23.98 ปีการศึกษา 2553 มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 19.22 และ ปีการศึกษา 2554 มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 21.80 (สถาบันการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ, 2555) จะเห็นได้ว่าค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษมีสัดส่วนลดลงในทุกๆ ปีและคะแนนเฉลี่ยร้อยละมีระดับต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ โดยเฉพาะมาตรฐานที่ต้องปรับปรุงเร่งด่วน คือมาตรฐานตัวชี้วัดที่ 1.3 ที่กล่าวถึงในด้านการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพูดและการเขียน ที่มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละที่ได้น้อยกว่ามาตรฐานตัวชี้วัดอื่นๆ อีกด้วย จากผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่มีปัญหาในด้านการเขียนสื่อสารภาษาอังกฤษ เป็นเพราะนักเรียนมีความรู้สึกว่ากระบวนการเขียนเป็นไปอย่างเชื่องช้าและน่าเบื่อหน่าย ไม่สามารถเลือกใช้คำ โครงสร้างไวยากรณ์ หรือรูปแบบประโยคที่เหมาะสมในการเขียน มีความคิดจำกัดในเรื่องที่เขียน นักเรียนยังไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษเขียนออกมาเพื่อสื่อสารได้อย่างเป็นเรื่องราว อีกทั้งปัญหาที่พบคือเด็กขาดแรงจูงใจและสิ่งเร้าในการเขียน ขาดความคิดสร้างสรรค์ในการสื่อสารเนื่องจากเห็นว่าทักษะการเขียนเป็นทักษะที่ยากที่สุดในบรรดาสี่ทักษะที่กล่าวมา การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ค่อนข้างน่าเบื่อและจัดในรูปแบบเดิมเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กขาดแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษ เพราะการสอนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษในระดับการศึกษาต่างๆ มักให้ความสำคัญกับรูปแบบของภาษาในการเขียนมากกว่าความคิดในการเขียน ดังจะเห็นได้จากรูปแบบการเขียนที่เน้นการเติมคำ การเชื่อมประโยคย่อย 2 – 4 ประโยค ให้เป็นประโยคความรวม / ความซ้อน การเปลี่ยนประโยคบอกเล่าเป็นรูปแบบอื่น เช่น ประโยคคำถามหรือประโยคปฏิเสธ ซึ่งการสอนทักษะดังกล่าวไม่สามารถพัฒนาทักษะการเขียนของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากปัญหาดังกล่าวผู้สอนจึงจำเป็นต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับหลักการที่ส่งเสริมความสามารถของผู้เรียนในเรื่องทักษะการเขียน มีการให้กำลังใจสนับสนุนและสร้างบรรยากาศที่สบายๆ เอื้อต่อการเกิดการเรียนรู้ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้สอนและผู้เรียน หรือระหว่างผู้เรียนด้วยกันเพื่อกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการเขียน ในขณะที่ครูเป็นผู้กระตุ้น สนับสนุน และแนะนำนักเรียน ให้นักเรียนมีบทบาทเสมือนนักเรียนเป็นนักเขียนที่สามารถเลือกจุดประสงค์ในการเขียนได้เองและเลือกกลุ่มผู้อ่านได้อย่างหลากหลาย ครูควรชี้แนะแนวทางให้ผู้เรียนให้ความสำคัญในด้านการใช้ความคิด การค้นคว้าหาข้อมูล การเรียบเรียง เน้นความสำคัญของเนื้อหา การปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องในงานเขียนของตนมากกว่ายึดเอาความสำคัญของการใช้โครงสร้างทางภาษาหรือหลักไวยากรณ์ ความถูกต้องของการใช้คำอันจะเป็นเหตุให้นักเรียนมีความกังวลที่จะเขียนได้ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในลักษณะนี้จะสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมการสอนเขียนแบบกระบวนการ ซึ่งจากวิธีการสอนเขียนภาษาอังกฤษแบบในอดีตที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ทำให้ไม่สามารถพัฒนาทักษะการเขียนของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จนกระทั่งมีกลุ่มนักการศึกษาสนใจศึกษากระบวนการคิดและกระบวนการเขียนของผู้เรียน โดยมุ่งศึกษาว่าผู้เรียนเขียนอย่างไร มากกว่าประเด็นที่ว่าผู้เรียนเขียนอะไร (Emig 1971, Raimes 1985, Sommers 1990 อ้างในอรุณี วิริยะจิตรา, 2555) โดยงานวิจัยของ Emig (1971) ที่ได้ทำการศึกษาเรื่ององค์ประกอบของกระบวนการกลายเป็นกรณีศึกษาหลักที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงแนวคิดจากเน้นผลงานเขียนไปสู่การเน้นเรื่องกระบวนการ หรือจากงานวิจัยของ Flower และ Hayes (1981) ที่ได้ศึกษาและสนับสนุนแนวคิดของกระบวนการเขียน (Kroll, 1997) และมีนักวิชาการศึกษาอีกหลายท่านให้ความสนใจหันมาศึกษากระบวนการที่ก่อให้เกิดงานเขียนขึ้นและทำการวิจัยเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการเขียนมากมาย มีการเปรียบเทียบผลการเขียนระหว่างการเขียนในรูปแบบเดิมคือเขียนเพื่อได้ผลผลิตทางการเขียนและการเขียนที่เป็นกระบวนการ พบว่าการเขียนแบบกระบวนมีประสิทธิภาพมากกว่าการเขียนที่เน้นผลผลิตทางการเขียน กลุ่มที่มีแนวคิดดังกล่าวได้ให้คำนิยามการเขียนไว้ว่า การเขียนคือกระบวนการทางความคิด เป็นกระบวนการค้นหาข้อมูลโดยผ่านกระบวนการในการค้นหา การเรียบเรียงข้อมูลจากความคิด โดยกระบวนการที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีกฎที่ตายตัว และไม่ได้แบ่งขั้นตอนที่แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด และเป็นกระบวนการที่เกิดสลับไปมาหรือย้อนกลับได้(Recursive) ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการวางแผน การเขียน การตรวจทานแก้ไขงานเขียน การคาดการล่วงหน้าในสิ่งที่จะเขียน(Anticipating) และขั้นตอนการทบทวนงานเขียน (Reviewing) ดังนั้นแนวคิดการสอนเขียนแบบกระบวนการมีผลต่อวิธีการสอนทักษะการเขียน ผู้สอนควรพยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความคิด และเรียบเรียงความคิดในการเขียนก่อนจึงแก้ไขเป็นงานเขียนสมบูรณ์ต่อไป แนวคิดการสอนเขียนแบบกระบวนการยังมีส่วนช่วยส่งเสริมทักษะทางสังคม ที่ผู้สอนควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้เรียนมีทักษะการทำงานร่วมกัน มีทักษะกระบวนการกลุ่ม มีปฏิสัมพันธ์อันดีกับสมาชิกในกลุ่ม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างทั่วถึง ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการควบคู่ไปกับผลงานที่ได้และสามารถนำความรู้ไปใช้จริงได้ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีพัฒนาการในด้านร่างกาย สมอง อารมณ์และสังคม เสริมสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะความคิด รู้จักวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง พัฒนาทักษะของตนอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามศักยภาพและความสามารถของตน ทำให้ผู้เรียนได้รับผลสำเร็จตามเป้าหมายที่หลักสูตรกำหนดไว้
จากแนวคิดการสอนเขียนแบบกระบวนการดังกล่าว Zamel (1982) ได้ทำการวิจัยโดยทำการทดลองเปรียบเทียบระหว่างการเขียนแบบเน้นกระบวนการและการเขียนแบบเน้นความสามารถทางภาษา พบว่าการเขียนแบบเน้นกระบวนการนั้นสำคัญกว่าการเขียนที่เน้นความสามารถทางภาษา โดย Zamel ได้ทำการทดลองเปรียบเทียบผู้เรียนที่เขียนได้ดีกับผู้เรียนที่เขียนได้ไม่ดีเท่าที่ควร พบว่าผู้เรียนที่เขียนได้ดีนั้น มักเน้นการเขียนเพื่อการสื่อความหมายโดยใช้การเขียนเป็นเครื่องมือการสื่อความ เน้นการนำเสนอความคิดมากกว่าความสนใจระดับภาษา (อรุณี วิริยะจิตรา, 2555) Zamel (1983) ได้ทำการวิจัยทดลองอีกครั้งหนึ่งโดยเปรียบเทียบขั้นตอนการเขียนแบบเน้นกระบวนการของนักเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง โดยแต่ละขั้นตอนนั้นประกอบไปด้วยผู้เขียนจะค้นคว้าหาข้อมูลที่จะทำการเขียน มีการสัมภาษณ์ผู้เขียนให้สรุปผลงานเขียนของตนเอง และเก็บรวมรวมข้อมูลเครื่องมือที่ใช้ในงานเขียนของกลุ่มทดลอง โดยกลุ่มทดลองจะใช้เวลาในงานเขียนของตนมากขึ้น มีการพัฒนาในทักษะการเขียนของตนเองมากขึ้นซึ่งคล้ายคลึงกับทักษะการเขียนของเจ้าของภาษาที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก (Kroll, 1997) แนวคิดการสอนเขียนแบบกระบวนการยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ Jones (1982) ที่ได้ทำการทดลองเปรียบเทียบระหว่างนักเรียนที่มีประสิทธิภาพในการเขียนและนักเรียนที่ไม่มีประสิทธิภาพด้านการเขียน โดยใช้รูปแบบการเขียนแบบเน้นกระบวนการและการเขียนแบบเน้นผลงานด้านการเขียน จากผลการทดลองการเขียนแบบเน้นกระบวนการส่งผลต่อการพัฒนางานเขียนมากกว่าการใช้ถ้อยคำที่ถูกต้องตามโครงสร้างไวยากรณ์ ดังนั้นจากผลการวิจัยต่างๆ ได้บ่งชี้ว่าการเขียนแบบเน้นกระบวนการช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาของผู้เขียน เพิ่มพูนประสบการณ์ของผู้เขียนและคล้ายคลึงกับผู้ที่เป็นเจ้าของภาษาอังกฤษเหมือนกัน (Kroll, 1997) จากแนวคิดดังกล่าวและงานวิจัยดังกล่าวพอจะสรุปได้ว่า ผู้เรียนต้องวางแผนการเขียนเพื่อให้ได้ความคิดสำหรับการเขียนที่ดี หลังจากได้ความคิดจากการวางแผนแล้ว ผู้เรียนที่ดีมักจะทำการแก้ไขงานเขียนโดยย้อนกลับไปอ่านสิ่งที่เขียนแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะการเขียนแบบย้อนกลับไปมาตลอดเวลา และในงานเขียนประเภทนี้จะแก้ไขทั้งระดับความคิดและระดับภาษา ในทางตรงกันข้ามจากงานวิจัยพบว่า ผู้เรียนที่เขียนได้ไม่ดีเท่าที่ควรมักจะมุ่งเน้นเฉพาะโครงสร้างระดับคำและระดับประโยคมากกว่าการสร้างความคิด ผลวิจัยดังกล่าวนี้น่าจะเป็นเครื่องชี้วัดได้ว่าในการสอนทักษะการเขียนนั้น ผู้สอนควรมุ่งเน้นที่การสร้างความคิดและเรียบเรียงความคิดในลำดับแรกและพิจารณาความถูกต้องทางไวยากรณ์ในลำดับต่อไป (อรุณี วิริยะจิตรา, 2555)
ดังนั้นการสอนเขียนแบบกระบวนการเป็นการเน้นพัฒนาทักษะการเขียนเพื่อพัฒนางานเขียนของผู้เขียนและเน้นกระบวนการเขียนของผู้เขียนเป็นสำคัญ มีขั้นตอนเริ่มด้วยกิจกรรมก่อนการเขียน ได้แก่ การสร้างความคิด ค้นคว้าหาข้อมูล และการนำเสนอข้อมูล จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นการเขียนที่เป็นขั้นตอนให้ผู้เขียนได้ลงมือเขียน โดยผู้เขียนจะทำการถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นผลงานของตัวเอง จากนั้นจึงมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างกลุ่มต่องานเขียนของแต่ละคน ขั้นตอนสุดท้ายคือขั้นหลังการเขียน จะเป็นขั้นตอนที่ปรับปรุงงานแก้ไขของผู้เขียนเองเป็นครั้งสุดท้ายเป็นการพัฒนางานเขียนของตนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
จากแนวคิดและการศึกษาผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้แนวการสอนเขียนแบบกระบวนการและทักษะกระบวนการกลุ่ม จะช่วยส่งเสริมความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของผู้เรียนได้ ผู้วิจัยเห็นว่าการที่จะเพิ่มการเรียนรู้ของนักเรียน ครูต้องส่งเสริมให้นักเรียนใส่ใจในสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนในชั้นเรียนด้วยกัน การเอาใจใส่กันและกันและการมีส่วนร่วมในความสำเร็จของกันและกันเมื่อนักเรียนจะทำงานร่วมกันจะส่งผลให้นักเรียนมีการสื่อสารที่ถูกต้องเกิดขึ้นเป็นประจำ รับทัศนะที่ถูกต้อง มีความสามารถในการโน้มน้าว มีพัฒนาการในการมองผู้อื่นหลากหลายด้าน เกิดความรู้สึกยอมรับเชิงจิตวิทยาและการเห็นคุณค่าในตนเอง และเกิดความคาดหวังในการสนองตอบและปฏิสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (Johnson and Johnson, 1989a) ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถทางการเขียนโดยใช้รูปแบบการสอนเขียนและทักษะกระบวนการกลุ่มมาช่วยในการแก้ไขปัญหาด้านการเขียนภาษาอังกฤษและส่งเสริมทักษะกระบวนการกลุ่มให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพะเยาวิทยาคม เพื่อแก้ไขปัญหานักเรียนที่ไม่สามารถเขียนเนื้อเรื่องภาษาอังกฤษได้ อีกทั้งเป็นการสนับสนุนให้นักเรียนมีทักษะกระบวนการกลุ่ม ส่งเสริมให้นักเรียนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เป็นการเสริมแรงจูงใจให้กับนักเรียนได้อีกทาง ทำให้นักเรียนรู้สึกไม่เบื่อหน่ายและมีความสุข และนำความรู้ที่ได้จากการสร้างองค์ความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้ต่อไป
2. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
รูปแบบการเขียนแบบกระบวนการ (The Process Approach) 3 ขั้นตอนคือ
1. ขั้นก่อนการเขียน เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ค้นหา สำรวจข้อมูล ความคิด จัดเตรียมและรวมรวมข้อมูลเพื่อเตรียมเขียน ในขั้นนี้ช่วยให้ผู้เรียนสำรวจและประเมินห้อข้อเรื่องที่จะเขียน อาจจะเป็นเรื่องที่ผู้สอนกำหนดหัวข้อไว้หรือผู้เรียนจะเลือกหัวข้อเรื่องที่จะเขียนเองตามอิสระก็ได้ กำหนดวัตถุประสงค์ในการเขียน กิจกรรมในขั้นตอนนี้จะประกอบด้วย การเสนอหัวข้อเรื่องที่จะเขียนเพื่อกำหนดแนวทางและเนื้อหาที่จะเขียน ความคิด สำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้ทักษะกระบวนการกลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละ 3 – 5 คน โดยให้แต่ละกลุ่มเลือกสมาชิกเป็นผู้จดบันทึกในสิ่งที่สมาชิกในกลุ่มได้นำเสนอ การจัดกลุ่มเรียบเรียง สำดับข้อมูล โดยสมาชิกแต่ละคนคอยเสนอความคิดเห็นของตัวเองกับเพื่อนในกลุ่ม
2. ขั้นการเขียน ในขั้นนี้ผู้เรียนลงมือทำงานที่ได้รับมอบหมายจากผู้สอน ผู้เรียนแต่ละคนเขียนเรื่องขึ้นมาเป็นแผนร่างฉบับแรกของตน จากนั้นนำเรื่องที่เขียนขึ้นมาให้สมาชิกในกลุ่มช่วยดู ซึ่งในขั้นนี้ผู้เรียนมีการเสนอความคิดเห็น ข้อแนะนำเพิ่มเติมโดยไม่คำนึงถึงการใช้ภาษา แต่คำนึงเนื้อหาเป็นหลัก การแลกกันตรวจงานเขียนของสมาชิกภายในกลุ่ม ผู้อ่านจะตรวจงานของผู้เขียนตามที่ผู้สอนได้กำหนดไว้ในแบบตรวจสอบเนื้อหา ในขั้นนี้ผู้เรียนจะได้ใช้ทักษะกระบวนการกลุ่ม คือการให้ความร่วมมือภายในกลุ่ม การซักถามคำถามซึ่งกันและกัน การขอคำแนะนำ ข้อคิดเห็นหรือคำอธิบายเพิ่มเติมจากเพื่อนในกลุ่มเพื่อแก้ไขปรับปรุงในงานเขียนของตนให้ดียิ่งขึ้นจากนั้นผู้เรียนจะเขียนร่างงานเขียนของตนฉบับที่ 2
3. ขั้นหลังการเขียน จะเป็นขั้นทบทวนปรับปรุง แก้ไขงานเขียนหลังจากผู้เรียนได้เขียนร่างงานเขียนฉบับที่ 2 ในขั้นนี้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มจะแลกกันอ่านงานเขียนของแต่ละคนภายในกลุ่ม เพื่อตรวจทานการเขียนกับสมาชิกภายในกลุ่มอีกครั้ง โดยที่ผู้เรียนตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นด้านความถูกต้องทางภาษา หลักไวยากรณ์ การสะกดคำ หรือการใช้เครื่องหมายวรรคตอนที่จำเป็นต่องานเขียนตามที่ผู้สอนได้กำหนดไว้ในแบบตรวจสอบเนื้อหา จากนั้นผู้เขียนทำการทบทวนในสิ่งที่ตนได้เขียนและปรับปรุงแก้ไขงานเขียนของตนอีกครั้งตามคำแนะนำของสมาชิกภายในกลุ่มเป็นงานเขียนฉบับสุดท้าย แล้วนำส่งให้กับผู้สอนเพื่อทำการประเมินงานเขียนชิ้นดังกล่าวต่อไป
3. สรุปผล
3.1 เชิงปริมาณ
1. ผู้เรียนร้อยละ 75 รายวิชา ภาษาอังกฤษพื้นฐาน รหัสวิชา อ31102 มีผลการเรียนรู้ในระดับดี
3.2 เชิงคุณภาพ
1. ผู้เรียนร้อยละ 75 รายวิชา ภาษาอังกฤษพื้นฐาน รหัสวิชา อ31102 มีผลการเรียนรู้ในระดับดี ผ่านการจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับมาตรฐานตัวชี้วัดและหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 และหลักสูตรสถานศึกษา

Back to top button