วันนี้หยิบ สกิลลับ ฉบับ ดร.ฟิล์ม ที่ได้โพสต์ไว้มาแบ่งปันครับ สรุปได้ดังนี้
ถ้าครูหรือผู้บริหารอยากทำ “ผลงานวิชาการ/วิจัย” ให้มีน้ำหนักจริง ควรใช้แนวคิดการวัด Effect Size มาช่วย ไม่ใช่รายงานแค่ “คะแนนก่อน–หลัง” หรือ “ดี–พอใช้” แบบเดิมๆ อีกต่อไป
ใจความหลักของโพสต์
- งานวิจัยครูส่วนมากใช้แค่การเปรียบเทียบก่อน–หลัง หรือระดับคุณภาพ (ดีมาก ดี ปานกลาง ฯลฯ) ซึ่งบอกการเปลี่ยนแปลงได้คร่าวๆ แต่ไม่รู้ว่าที่เปลี่ยน “แรงแค่ไหน”
- ผู้เขียนเสนอให้ใช้ตัวชี้วัด Effect Size ซึ่งเป็นเครื่องมือมาตรฐานในสายการวัดและประเมินผลด้านการศึกษา แต่ยังไม่ค่อยถูกใช้ในงานวิจัยครูไทย
- แนวคิดนี้อ้างอิงจากงานของ John Hattie (Visible Learning) ที่เสนอให้ค่า Effect Size 0.4 เป็น “จุดอ้างอิงสำคัญ” หรือ hinge point
ความหมายค่า Effect Size ตาม Hattie
- ค่าเฉลี่ยผลการเรียนรู้ปกติของนักเรียน (เติบโตตามวัย/เรียนตามหลักสูตรทั่วไป) จะอยู่ราว Effect Size = 0.4
- ต่ำกว่า 0.4 = ผลอาจมาจากการเรียนรู้ตามธรรมชาติ ยังไม่เห็นพลังแท้จริงของนวัตกรรมหรือการแทรกแซง
- ตั้งแต่ 0.4 ขึ้นไป = แสดงว่า intervention ที่ใช้เริ่มมีอิทธิพลจริงต่อผู้เรียน ไม่ใช่แค่ดีขึ้นตามธรรมดา
- ประมาณ 0.8 ขึ้นไป = ถือว่าเป็น intervention ที่มีพลังสูงมาก (high-impact)
ทำไม Effect Size สำคัญกับผลงานวิชาการ
- ทำให้ครูอธิบายได้ชัดว่า “สิ่งที่ทำ ส่งผลต่อผู้เรียนมากแค่ไหน” ไม่ใช่แค่บอกว่าคะแนนสูงขึ้นหรือระดับคุณภาพดีขึ้น
- ใช้เทียบวิธีการสอน/นวัตกรรมหลายๆ แบบได้ ว่าวิธีใด “แรงกว่า” อีกวิธีในเชิงผลต่อผู้เรียน
- ผู้เขียนยกตัวอย่างงานวิจัยของตนที่ใช้ Effect Size กับ “รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน” จนได้รางวัลวิจัยแห่งชาติ เพราะอธิบายได้ชัดว่าระบบที่พัฒนาขึ้น “ส่งผลต่อผู้เรียนระดับใด และคุ้มค่าเชิงนโยบายหรือไม่”
ข้อเสนอถึงครู/ผู้บริหาร
- Effect Size เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากยกระดับผลงานวิจัย/ผลงานวิชาการให้เข้มขึ้น และตอบโจทย์คำถามว่า “สิ่งที่เราทำส่งผลต่อผู้เรียนมากแค่ไหน”
- ในโพสต์ยังแนบลิงก์ตัวอย่างงานวิจัยที่ใช้ Effect Size และเล่มวิจัยเต็มให้ไปอ่านต่อได้
https://share.google/elaDPYcawLjhTlASu
อ่านเนื้อหาที่มา https://www.facebook.com/share/p/1GaVmzGWDr/











