การให้นักเรียนนั่งกลุ่มไม่ได้ทำให้เกิด Cooperative Learning โดยอัตโนมัติ งานกลุ่มที่ร่วมมือจริงต้องออกแบบให้สมาชิกต้องพึ่งพากัน แต่ยังตรวจสอบการเรียนรู้ของแต่ละคนได้ มีปฏิสัมพันธ์ที่ช่วยกันเรียน ใช้ทักษะทางสังคม และทบทวนกระบวนการของกลุ่ม
> สถานะข้อมูล > ตรวจสอบแหล่งข้อมูลล่าสุด: 1 สิงหาคม 2569 > ฐานแนวคิด: องค์ประกอบ 5 ประการของ Johnson และ Johnson > คำแนะนำ: รูปแบบบทบาท คะแนน และเวลาเป็นตัวอย่างประยุกต์ ไม่ใช่หลักเกณฑ์ราชการ
งานกลุ่มกับ Cooperative Learning ต่างกันตรงไหน
งานกลุ่มทั่วไปอาจแบ่งชิ้นงานแล้วนำมาต่อกัน คนเก่งทำส่วนสำคัญ หรือสมาชิกบางคนไม่ได้เรียนรู้ แต่ Cooperative Learning จัดโครงสร้างเป้าหมายและปฏิสัมพันธ์เพื่อให้ความสำเร็จของกลุ่มสัมพันธ์กับการเรียนรู้ของสมาชิกทุกคน
องค์ประกอบสำคัญมี 5 ประการ
- การพึ่งพากันทางบวก
- ความรับผิดชอบรายบุคคลและของกลุ่ม
- ปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมกัน
- ทักษะระหว่างบุคคลและการทำงานกลุ่มย่อย
- การประมวลผลการทำงานของกลุ่ม
1. การพึ่งพากันทางบวก
สมาชิกต้องเห็นว่าเป้าหมายสำเร็จเมื่อทุกคนมีส่วนและเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงแบ่งงานให้แยกจากกัน วิธีออกแบบ เช่น
- แต่ละคนมีข้อมูลคนละส่วนและต้องนำมาแลกกัน
- กลุ่มมีเป้าหมายร่วม แต่สุ่มสมาชิกอธิบายได้ทุกส่วน
- ทรัพยากรบางชิ้นใช้ร่วมกันและต้องตัดสินใจร่วม
- บทบาทต่างกันแต่ทุกบทบาทจำเป็นต่อคุณภาพงาน
การพึ่งพากันไม่ควรทำให้ผู้เรียนคนหนึ่งเป็น “ผู้ช่วยถาวร” ของอีกคน ครูต้องให้ทุกคนมีโอกาสคิด อธิบาย และรับความช่วยเหลืออย่างสมดุล
2. ความรับผิดชอบรายบุคคล
นี่คือกลไกสำคัญที่ป้องกันคนเดียวทำทั้งหมด ครูต้องเห็นหลักฐานว่าทุกคนเรียนรู้ เช่น
- ให้คิดหรือทำร่างรายบุคคลก่อนรวมกลุ่ม
- สุ่มผู้รายงานหลังสมาชิกทุกคนเตรียมอธิบาย
- ใช้แบบทดสอบหรือ Exit Ticket รายบุคคล
- ให้สมาชิกลงชื่อในส่วนที่รับผิดชอบพร้อมอธิบายความเชื่อมโยง
- ประเมินทั้งผลงานกลุ่มและการเรียนรู้รายบุคคล
อย่าใช้การประเมินเพื่อนเป็นหลักฐานเดียว เพราะคะแนนอาจได้รับผลจากมิตรภาพ ความขัดแย้ง หรือสถานะในกลุ่ม ควรใช้ร่วมกับงานและการสังเกต
3. ปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมกัน
สมาชิกควรอธิบายเหตุผล ถาม ตรวจความเข้าใจ ให้ข้อมูลย้อนกลับ และช่วยเชื่อมแนวคิด ไม่ใช่เพียงแบ่งว่าใครพิมพ์ ใครตกแต่ง
คำสั่งที่ช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์ ได้แก่
- “ทุกคนอธิบายวิธีของตน ก่อนเลือกวิธีร่วม”
- “ผู้ฟังต้องสรุปความคิดของผู้พูดก่อนเสนอข้อโต้แย้ง”
- “หาหลักฐานหนึ่งจุดที่สนับสนุนและหนึ่งจุดที่ท้าทายคำตอบกลุ่ม”
- “สมาชิกทุกคนต้องชี้ได้ว่าส่วนของตนเชื่อมกับข้อสรุปอย่างไร”
กิจกรรมสั้นแบบคู่สามารถเริ่มได้ด้วย Think–Pair–Share ก่อนขยับสู่งานกลุ่มซับซ้อน
4. ทักษะทางสังคมต้องสอน
ไม่ควรคาดว่าผู้เรียนจะเจรจา แบ่งเวลา หรือแก้ความขัดแย้งได้เอง ครูเลือกสอนทีละทักษะและทำพฤติกรรมให้มองเห็น เช่น
| ทักษะ | พฤติกรรมที่สังเกตได้ |
|---|---|
| ฟัง | ไม่แทรก สรุปสิ่งที่ได้ยิน ถามเพื่อความชัดเจน |
| อธิบาย | ให้เหตุผล ใช้ตัวอย่าง ตรวจว่าผู้อื่นเข้าใจ |
| ไม่เห็นด้วยอย่างสร้างสรรค์ | วิจารณ์แนวคิด ไม่โจมตีบุคคล และเสนอหลักฐาน |
| จัดเวลา | แบ่งช่วง แจ้งความคืบหน้า ปรับงานเมื่อช้า |
| ขอความช่วยเหลือ | ระบุจุดที่ติดและสิ่งที่ลองแล้ว |
บทบาท เช่น ผู้อำนวยการสนทนา ผู้ตรวจหลักฐาน ผู้จับเวลา และผู้สรุป มีประโยชน์เมื่อหน้าที่ชัดและหมุนเวียน ไม่ควรผูกบทบาท “คนเก่ง–คนอ่อน” อย่างถาวร
5. กลุ่มทบทวนวิธีทำงาน
หลังงาน ให้กลุ่มตอบคำถามสั้น ๆ
- สิ่งใดช่วยให้ทุกคนเรียนรู้
- ช่วงใดที่บางคนหลุดจากงาน
- เราใช้หลักฐานตัดสินใจหรือใช้เสียงส่วนใหญ่
- ครั้งหน้าจะรักษาพฤติกรรมใดและปรับอะไรหนึ่งอย่าง
การสะท้อนไม่ควรเป็นข้อความทั่วไปว่า “ร่วมมือกันดี” ครูควรขอพฤติกรรมและหลักฐานเฉพาะ
วิธีออกแบบงานกลุ่มทีละขั้น
1. ระบุผลลัพธ์รายบุคคลและผลผลิตร่วม
ตัวอย่าง: ทุกคนต้องอธิบายสาเหตุของปรากฏการณ์ได้ ส่วนกลุ่มต้องสร้างแผนภาพเหตุผลหนึ่งชิ้น หากมีเพียงโปสเตอร์กลุ่ม ครูยังไม่รู้ว่าแต่ละคนเข้าใจหรือไม่
2. เลือกขนาดกลุ่มตามงาน
กลุ่ม 3–4 คนเหมาะกับงานที่ต้องแลกหลายมุมมองและจัดการบทบาทได้ กลุ่มใหญ่ขึ้นทำให้เวลาพูดต่อคนลดและมีพื้นที่หลบงานมากขึ้น เว้นแต่งานจำเป็นต้องใช้บทบาทจำนวนมาก
3. เตรียมข้อมูลและข้อจำกัด
แจกข้อมูลต่างส่วนเมื่อสมาชิกจำเป็นต้องสอนกัน หรือให้ข้อมูลชุดเดียวแต่กำหนดมุมวิเคราะห์ต่างกัน อย่าสร้างการพึ่งพาแบบเทียมที่คนหนึ่งถืออุปกรณ์เพียงเพราะครูแจกไม่พอ
4. กำหนดจุดตรวจ
แทนการรอผลงานสุดท้าย ครูตรวจร่างรายบุคคล ข้อสรุประหว่างทาง หรือสุ่มถามสมาชิก วิธีนี้พบปัญหาเร็วและลดการทำงานแทนกัน
5. สรุปความรู้และประเมิน
ให้กลุ่มแบ่งปันความแตกต่าง ไม่ต้องรายงานซ้ำทุกกลุ่ม แล้วครูสรุปความรู้ที่ถูกต้อง ประเมินทั้งผลงาน กระบวนการ และหลักฐานรายบุคคลตามจุดประสงค์
ตัวอย่าง: วิเคราะห์ข่าว 35 นาที
ผลลัพธ์รายบุคคล: ระบุข้ออ้าง หลักฐาน และข้อจำกัดของแหล่งข้อมูลได้ ผลผลิตร่วม: ตารางประเมินความน่าเชื่อถือของข่าวสองชิ้น
- 5 นาที — อ่านและบันทึกข้ออ้าง/หลักฐานรายบุคคล
- 8 นาที — สมาชิกผลัดกันอธิบาย ผู้ฟังถามหาที่มาของหลักฐาน
- 10 นาที — กลุ่มสร้างตารางและตัดสินใจโดยอ้างเกณฑ์
- 5 นาที — แลกตารางกับกลุ่มอื่นและให้ข้อมูลย้อนกลับ
- 4 นาที — แก้ไขคำตอบกลุ่ม
- 3 นาที — Exit Ticket รายบุคคล: เลือกแหล่งที่น่าเชื่อถือกว่าและให้เหตุผลใหม่โดยไม่ดูตาราง
Exit Ticket ช่วยแยกว่าผู้เรียนแต่ละคนเข้าใจ ไม่ใช่เพียงกลุ่มสร้างผลงานสวย
ประเมินอย่างไรให้ยุติธรรม
แยกคะแนนตามสิ่งที่ต้องการวัด เช่น
- ความรู้/ทักษะรายบุคคลจากงานหรือคำตอบของแต่ละคน
- คุณภาพผลผลิตร่วมจากเกณฑ์เนื้อหา
- ทักษะร่วมมือจากพฤติกรรมที่สังเกตได้
- การสะท้อนกระบวนการจากหลักฐานเฉพาะ
ไม่ควรหักคะแนนทั้งกลุ่มเพราะสมาชิกคนหนึ่งมีข้อจำกัดโดยไม่พิจารณาการช่วยเหลือและการจัดงาน ครูต้องเตรียมการเข้าถึงสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็น และไม่บังคับการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวต่อเพื่อน
ปัญหาและวิธีปรับ
| ปัญหา | ตรวจอะไร | วิธีปรับ |
|---|---|---|
| คนเดียวทำทั้งหมด | มีหลักฐานรายบุคคลหรือไม่ | ให้ร่างก่อน สุ่มอธิบาย และหมุนบทบาท |
| แบ่งงานแล้วไม่เรียนส่วนอื่น | งานต้องเชื่อมข้อมูลหรือไม่ | ให้สมาชิกสอนกันและมีคำถามรวมทุกส่วน |
| คนเงียบถูกมองว่าไม่ร่วมมือ | นิยามการมีส่วนร่วมแคบหรือไม่ | ใช้หลักฐานเขียน ฟัง สรุป และถามด้วย |
| ทะเลาะเรื่องคำตอบ | มีเกณฑ์ตัดสินหรือไม่ | สอนการโต้แย้งด้วยหลักฐานและบทบาทผู้ไกล่เกลี่ย |
| งานเสร็จแต่เนื้อหาผิด | ครูมีจุดตรวจหรือไม่ | ตรวจข้อสรุประหว่างทางและสรุปทั้งชั้น |
| คะแนนกลุ่มไม่ยุติธรรม | คะแนนรายบุคคลแยกหรือไม่ | แยกองค์ประกอบและแจ้งเกณฑ์ล่วงหน้า |
เช็กลิสต์ก่อนเริ่ม
- มีผลลัพธ์ที่ทุกคนต้องบรรลุ
- งานต้องอาศัยการแลกเหตุผลหรือข้อมูลจริง
- กำหนดหลักฐานรายบุคคลและผลผลิตร่วม
- ขนาดกลุ่มเหมาะกับจำนวนบทบาท
- บทบาทชัดและหมุนเวียน
- สอนทักษะสังคมที่จำเป็นก่อนใช้
- มีจุดตรวจระหว่างทาง
- วิธีรายงานไม่ทำให้ทุกกลุ่มพูดซ้ำ
- เกณฑ์แยกเนื้อหา กระบวนการ และรายบุคคล
- กลุ่มมีเวลาสะท้อนและปรับครั้งต่อไป
คำถามที่พบบ่อย
ควรจัดกลุ่มคละความสามารถเสมอหรือไม่
ไม่เสมอ ขึ้นกับงาน ระยะเวลา และเป้าหมาย กลุ่มคละความพร้อมอาจเพิ่มการช่วยเหลือ แต่ต้องป้องกันการทำแทน กลุ่มใกล้เคียงกันอาจทำให้ทุกคนต้องลงมือมากขึ้น ควรติดตามและเปลี่ยนรูปแบบ ไม่ตรึงป้ายผู้เรียน
ให้หัวหน้ากลุ่มคนเดิมได้ไหม
ไม่ควรเป็นค่าเริ่มต้น การหมุนบทบาทช่วยให้หลายคนฝึกจัดการและลดอำนาจถาวร หากผู้เรียนบางคนต้องการการสนับสนุน ให้ปรับบทบาทและเครื่องมือ ไม่ตัดโอกาสโดยอัตโนมัติ
งานกลุ่มต้องให้คะแนนหรือไม่
ไม่จำเป็น กิจกรรมฝึกสามารถให้ข้อมูลย้อนกลับโดยไม่คิดคะแนน หากให้คะแนน ต้องตรงผลลัพธ์และไม่ให้คะแนนกลุ่มกลบการเรียนรู้รายบุคคล
แหล่งอ้างอิง
- Johnson, D. W., & Johnson, R. T. (2018). Cooperative Learning: The Foundation for Active Learning. IntechOpen.
- Johnson, D. W., & Johnson, R. T. (2008). Cooperative Learning: Successful Integration of Theory, Research, and Practice. *Annual Report of Educational Psychology in Japan*, 47, 4–8.
- Johnson, D. W., Johnson, R. T., & Smith, K. (2007). The state of cooperative learning in postsecondary and professional settings. *Educational Psychology Review*, 19, 15–29.
- Tanner, K., Chatman, L. S., & Allen, D. (2003). Cooperative Learning in the Science Classroom—Beyond Students Working in Groups. *Cell Biology Education*, 2(1), 1–5.
- สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. แนวทางการนิเทศเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก. ตรวจสอบ 1 สิงหาคม 2569
หมายเหตุจากกองบรรณาธิการ: ตัวอย่างบทบาท เวลา และสัดส่วนการประเมินเป็นแนวทาง ไม่ใช่ข้อกำหนดของ สพฐ.











