ภายใต้หลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะใหม่ (ว.9/2564) มีคำศัพท์สำคัญสองคำที่ถูกกล่าวถึงอยู่เสมอ คือ PA และ DPA ซึ่งสร้างความสับสนให้กับเพื่อนครูจำนวนไม่น้อย หลายท่านอาจไม่แน่ใจว่าทั้งสองอย่างคือสิ่งเดียวกันหรือไม่ และมีความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในแต่ละปีอย่างไร การทำความเข้าใจนิยามและบทบาทของทั้งสองคำนี้ให้ถ่องแท้ คือกุญแจสำคัญดอกแรกที่จะนำไปสู่การวางแผนพัฒนาตนเองและสร้างความก้าวหน้าในวิชาชีพได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ
บทความนี้จะอธิบายให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า PA และ DPA คืออะไร มีความแตกต่างและเชื่อมโยงกันอย่างไร เพื่อให้คุณครูสามารถนำทางในระบบการประเมินใหม่นี้ได้อย่างไม่หลงทาง
PA (Performance Agreement): “ข้อตกลง” ที่ครูทุกคนต้องทำทุกปี
PA ย่อมาจาก Performance Agreement หรือ ข้อตกลงในการพัฒนางาน 1 หากจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย PA คือ “เนื้อหาและกระบวนการ” ของการทำงานที่คุณครูต้องวางแผนและรับการประเมินใน ทุกปีงบประมาณ (1 ตุลาคม – 30 กันยายน ของปีถัดไป) 2
โดยครูทุกคน (ยกเว้นครูผู้ช่วย) จะต้องจัดทำเอกสารข้อตกลงในการพัฒนางาน (แบบฟอร์ม PA1/ส) เสนอต่อผู้อำนวยการสถานศึกษาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ 4 ซึ่งข้อตกลงนี้เปรียบเสมือนแผนการทำงานประจำปี ที่มีเป้าหมายเพื่อ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว” คือ 3:
- ใช้ในการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน: ผลการประเมิน PA เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาความดีความชอบประจำปี
- ใช้ในการคงวิทยฐานะ: เพื่อประเมินและดำรงไว้ซึ่งความรู้ความสามารถตามมาตรฐานวิทยฐานะที่ครองอยู่
- ใช้เป็นคุณสมบัติในการขอเลื่อนวิทยฐานะ: ผลการประเมิน PA ที่ผ่านเกณฑ์ (ได้คะแนนจากกรรมการแต่ละคนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70) จะถูกสะสมไว้เพื่อใช้ยื่นขอวิทยฐานะที่สูงขึ้นต่อไป 3
ดังนั้น PA คือสิ่งที่คุณครูต้องทำเป็นประจำทุกปี เพื่อพัฒนาการสอนและวัดผลการปฏิบัติงานของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม
DPA (Digital Performance Appraisal): “ระบบ” สำหรับจัดเก็บข้อมูลและยื่นคำขอ
DPA ย่อมาจาก Digital Performance Appraisal หรือ ระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล 1 หาก PA คือ “เนื้อหา” DPA ก็คือ “ระบบออนไลน์” หรือ “แพลตฟอร์มกลาง” ที่สำนักงาน ก.ค.ศ. พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการข้อมูลทั้งหมด 1
ระบบ DPA มีหน้าที่หลัก 2 ประการ:
- เป็นคลังข้อมูลดิจิทัล: ในทุกสิ้นปีงบประมาณ ผู้อำนวยการสถานศึกษาจะนำผลการประเมิน PA ของครูทุกคนในโรงเรียน บันทึกเข้าสู่ระบบ DPA เพื่อจัดเก็บเป็นหลักฐานดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง 4
- เป็นช่องทางยื่นคำขอเลื่อนวิทยฐานะ: เมื่อคุณครูมีคุณสมบัติครบถ้วนและต้องการขอเลื่อนวิทยฐานะ จะต้องรวบรวมหลักฐานต่างๆ (เช่น แผนการสอน, คลิปวิดีโอ, ผลงานนักเรียน) และ ยื่นคำขอผ่านระบบ DPA นี้เท่านั้น 6
ดังนั้น คุณครูไม่ได้ “ทำ DPA” ทุกปี แต่จะ “ใช้ระบบ DPA” ก็ต่อเมื่อถึงเวลายื่นขอเลื่อนวิทยฐานะ หรือเมื่อผู้อำนวยการโรงเรียนนำผล PA ประจำปีของคุณครูเข้าสู่ระบบ
สรุปความแตกต่างและความเชื่อมโยงในตารางเดียว
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถสรุปความแตกต่างและความเชื่อมโยงได้ดังนี้
| หัวข้อ | PA (Performance Agreement) | DPA (Digital Performance Appraisal) |
| มันคืออะไร? | กระบวนการและข้อตกลงในการพัฒนางานรายปี (ทำบนเอกสาร PA1/ส) [4, 7] | ระบบหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับจัดเก็บข้อมูลและยื่นคำขอ 1 |
| ใครเกี่ยวข้อง? | ครูทุกคน (ยกเว้นครูผู้ช่วย) ต้องจัดทำข้อตกลงกับผู้อำนวยการ [4] | ผู้อำนวยการ (นำเข้าผล PA ทุกปี) และ ครูที่ต้องการเลื่อนวิทยฐานะ (ใช้ยื่นคำขอ) 4 |
| ทำบ่อยแค่ไหน? | ทุกปีงบประมาณ [4] | ใช้เฉพาะเมื่อต้องการยื่นคำขอ (แต่มีการบันทึกผล PA เข้าระบบทุกปี) [6] |
| เป้าหมายคืออะไร? | 1. เลื่อนเงินเดือน 2. คงวิทยฐานะ 3. สะสมผลงานเป็นคุณสมบัติ [4] | เพื่อส่งหลักฐานทั้งหมดประกอบการพิจารณาอนุมัติวิทยฐานะที่สูงขึ้น [6] |
บทสรุป
การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง PA และ DPA เป็นพื้นฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่ความก้าวหน้าในวิชาชีพได้อย่างถูกต้อง โดยสรุปง่ายๆ คือ PA คือ “สิ่งที่คุณครูต้องทำ” ในทุกๆ ปี เพื่อพัฒนางานและรับการประเมิน ส่วน DPA คือ “เครื่องมือที่คุณครูต้องใช้” เพื่อจัดเก็บผลงานเหล่านั้นและยื่นคำขอเมื่อถึงเวลาอันสมควร เมื่อเข้าใจหลักการนี้แล้ว คุณครูก็จะสามารถวางแผนการทำงานในแต่ละปีได้อย่างเป็นระบบ และเตรียมความพร้อมสำหรับเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพได้อย่างมั่นใจ











