เครื่องมือวิจัยที่ดีไม่ใช่เครื่องมือที่มีหลายหน้า แต่เป็นเครื่องมือที่ให้ข้อมูลตรงคำถามในภาระที่เหมาะสม หากต้องการรู้กระบวนการคิด คะแนนรวมอย่างเดียวไม่พอ หากต้องการวัดทักษะปฏิบัติ แบบสอบถามความคิดเห็นก็ไม่ใช่หลักฐานแทนการปฏิบัติ
> สถานะข้อมูล > ตรวจสอบล่าสุด: 2 สิงหาคม 2569 > ขอบเขต: เครื่องมือสำหรับวิจัยในชั้นเรียนและการปรับการสอน > ข้อควรระวัง: การบันทึกเสียง ภาพ ความคิดเห็น หรือข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีฐานและกระบวนการที่เหมาะสมตามจริยธรรม กฎหมาย และนโยบายหน่วยงาน
เริ่มจากคำถามและหลักฐาน
เขียนตารางก่อนสร้างเครื่องมือ
| คำถามวิจัย | สิ่งที่ต้องเห็น | แหล่งข้อมูล | เครื่องมือที่เป็นไปได้ |
|---|---|---|---|
| คะแนนทักษะเปลี่ยนอย่างไร | การตอบโจทย์ตามเกณฑ์ | งานก่อน–หลัง | แบบทดสอบ/รูบริกฉบับเทียบเคียง |
| ผู้เรียนผิดขั้นใด | วิธีทำและคำอธิบาย | ใบงาน/การคิดออกเสียง | แบบวิเคราะห์ข้อผิดพลาด/แนวสัมภาษณ์ |
| ระหว่างกลุ่มมีส่วนร่วมอย่างไร | พฤติกรรมพูด ฟัง ถาม และใช้หลักฐาน | การสังเกต | แบบบันทึกเหตุการณ์หรือรายการสังเกต |
| ผู้เรียนมองข้อมูลย้อนกลับอย่างไร | ประสบการณ์ เหตุผล และตัวอย่าง | ผู้เรียน | สัมภาษณ์/คำถามปลายเปิด |
หากเครื่องมือหนึ่งชิ้นไม่ตอบคำถามใด ควรตัด หากคำถามไม่มีเครื่องมือให้หลักฐาน ต้องแก้ก่อนเก็บข้อมูล
แบบทดสอบและภาระงาน
เหมาะกับความรู้ ทักษะ หรือคุณภาพผลงานที่แสดงผ่านคำตอบ/การปฏิบัติ ต้องตรวจ
- เนื้อหาและระดับตรงจุดประสงค์
- คำสั่งชัด ไม่วัดภาษาเกินสิ่งที่ต้องการโดยไม่จำเป็น
- เกณฑ์ให้คะแนนสม่ำเสมอ
- ก่อน–หลังมีความยากและขอบเขตเทียบเคียง
- การทำซ้ำไม่ทำให้คะแนนสูงขึ้นเพราะจำข้อเดิมเพียงอย่างเดียว
งานปลายเปิดควรมีรูบริกหรือแนวให้คะแนน พร้อมตัวอย่างคำตอบหลายระดับ หากผู้ให้คะแนนมากกว่าหนึ่งคน ควรทดลองให้คะแนนและอภิปรายความต่าง
แบบสังเกต
เหมาะกับพฤติกรรม กระบวนการ และบริบท แต่ต้องแยกสิ่งที่เห็นออกจากการตีความ
พฤติกรรมสังเกตได้: “ผู้เรียนอ้างข้อมูลจากตาราง 2 ครั้ง” การตีความกว้าง: “ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ดี”
เลือกรูปแบบตามคำถาม
- รายการตรวจ: เกิด/ไม่เกิด เหมาะกับพฤติกรรมชัด
- มาตรประมาณค่า: ระดับคุณภาพ ต้องนิยามแต่ละระดับ
- การนับเหตุการณ์: ความถี่ของพฤติกรรมที่กำหนด
- บันทึกเหตุการณ์: ลำดับ คำพูด และบริบทเพื่อเข้าใจวิธีเกิด
- สุ่มช่วงเวลา: ตรวจพฤติกรรมในช่วงที่กำหนด ลดภาระเฝ้าตลอดคาบ
ทดลองใช้ก่อนเพื่อดูว่าผู้สังเกตตามทันหรือไม่ รายการมากเกินไปทำให้ข้อมูลขาดและผู้สังเกตพลาดบริบท
การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม
เหมาะกับเหตุผล ความหมาย ประสบการณ์ และการอธิบายวิธีคิด ใช้คำถามเปิดและคำถามติดตามที่ไม่ชี้นำ
ตัวอย่างลำดับ
- “เล่าว่าทำงานชิ้นนี้อย่างไร”
- “ช่วงไหนยากที่สุด”
- “อะไรทำให้เปลี่ยนวิธี”
- “ช่วยยกตัวอย่างจากงานได้ไหม”
- “ถ้าทำใหม่จะปรับอะไร”
หลีกเลี่ยง “กิจกรรมนี้ช่วยให้เข้าใจดีขึ้นใช่ไหม” เพราะชี้คำตอบ หากครูเป็นผู้สัมภาษณ์ ผู้เรียนอาจตอบเอาใจ ต้องสร้างความปลอดภัยและระบุว่าความเห็นไม่กระทบคะแนน
แบบสอบถาม
เหมาะกับการรวบรวมคำตอบจากหลายคนอย่างเป็นระบบ แต่ไม่ควรใช้วัดผลสัมฤทธิ์แทนแบบทดสอบ แยกสิ่งที่ถาม เช่น ความพึงพอใจ การรับรู้ความมั่นใจ พฤติกรรมที่รายงานตนเอง หรือประสบการณ์
หลักตรวจเบื้องต้น
- หนึ่งข้อถามเรื่องเดียว
- หลีกเลี่ยงคำกว้างและคำปฏิเสธซ้อน
- ตัวเลือกครอบคลุมและไม่ทับกัน
- สเกลมีทิศทางสม่ำเสมอและป้ายความหมายชัด
- มี “ไม่เกี่ยวข้อง/ไม่แน่ใจ” เมื่อจำเป็น
- ทดลองกับผู้เรียนกลุ่มเล็กเพื่อดูความเข้าใจภาษา
คำตอบแบบรายงานตนเองอาจต่างจากพฤติกรรมจริง จึงไม่ควรสรุปว่า “มีทักษะสูงขึ้น” จากความพึงพอใจอย่างเดียว
งานผู้เรียน เอกสาร และบันทึกครู
หลักฐานที่เกิดตามธรรมชาติ เช่น ร่างงาน วิธีทำ สมุด บันทึกหลังสอน หรือผลประเมินเดิม ลดภาระสร้างเครื่องมือใหม่ แต่ต้องกำหนดกรอบวิเคราะห์ก่อน
ตัวอย่างการวิเคราะห์งานเขียน
- มีข้ออ้างหรือไม่
- ใช้หลักฐานชนิดใด
- เชื่อมหลักฐานกับข้ออ้างอย่างไร
- แก้ไขส่วนใดหลังข้อมูลย้อนกลับ
อย่าเลือกเฉพาะชิ้นงานที่สนับสนุนข้อสรุป ควรระบุวิธีเลือกและเก็บกรณีที่แตกต่าง
ใช้หลายเครื่องมือเมื่อใด
ใช้เมื่อให้ข้อมูลคนละมุมที่จำเป็น เช่น คะแนนบอกว่าเปลี่ยนเท่าไร วิธีทำบอกว่าผิดตรงไหน และสัมภาษณ์บอกเหตุผลที่เลือกวิธี การใช้หลายเครื่องมือไม่ทำให้ข้อมูลน่าเชื่อถืออัตโนมัติ ต้องเปรียบเทียบว่าตรง ขัด หรือเติมกันอย่างไร
ไม่ควรเก็บทุกอย่าง “เผื่อใช้” เพราะเพิ่มภาระ ความเสี่ยงข้อมูล และปัญหาการวิเคราะห์
ตรวจคุณภาพเครื่องมือ
ความตรง
เครื่องมือวัดสิ่งที่ต้องการหรือไม่ ตรวจจากตารางเชื่อมคำถาม–ตัวบ่งชี้–ข้อคำถาม/รายการ และให้ผู้รู้เนื้อหาตรวจเมื่อเหมาะสม การใช้ IOC เป็นหนึ่งวิธีสำหรับบางเครื่องมือ แต่ไม่แทนการทดลองใช้และการตรวจคุณภาพด้านอื่น
ความเชื่อมั่น/ความสม่ำเสมอ
ขึ้นกับชนิดเครื่องมือ อาจดูความสอดคล้องภายใน ความคงที่ การเทียบผู้ให้คะแนน หรือความชัดของเกณฑ์ ไม่ควรเลือกค่าสถิติเพราะนิยมโดยไม่ตรงข้อมูล
ความเป็นไปได้และความเป็นธรรม
เวลา ภาษา อุปกรณ์ และเงื่อนไขต้องไม่สร้างอุปสรรคเกินสิ่งที่วัด เครื่องมือที่ดีทางทฤษฎีแต่ครูบันทึกไม่ทันหรือผู้เรียนอ่านคำถามไม่เข้าใจ ย่อมให้ข้อมูลไม่น่าใช้
ทดลองใช้ขนาดเล็ก
ก่อนเก็บจริง
- ให้ผู้เรียน/เพื่อนครูอ่านคำสั่งและอธิบายความเข้าใจ
- จับเวลาจริง
- ทดลองให้คะแนนหรือบันทึก
- หาข้อที่ทุกคนตอบเหมือนเพราะง่าย/กำกวม
- แก้ถ้อยคำ ตัวเลือก และเกณฑ์
- บันทึกฉบับและวันที่แก้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เลือกเครื่องมือก่อนตั้งคำถาม
- ใช้ความพึงพอใจแทนการเรียนรู้
- แบบสังเกตใช้คำตัดสินกว้าง
- แบบสัมภาษณ์ชี้นำคำตอบ
- ก่อน–หลังใช้ข้อสอบไม่เทียบเคียง
- รูบริกมีคำว่า “ดี–พอใช้” โดยไม่มีพฤติกรรม
- ใช้ IOC แล้วถือว่าเครื่องมือสมบูรณ์
- เก็บข้อมูลมากเกินวิเคราะห์ได้
- ไม่บันทึกการแก้เครื่องมือ
- เผยข้อมูลหรือคำพูดที่ระบุตัวผู้เรียนได้
เช็กลิสต์
- เครื่องมือแต่ละชิ้นตอบคำถามชัด
- นิยามสิ่งที่วัด/สังเกตเป็นพฤติกรรม
- รูปแบบข้อมูลเหมาะกับการวิเคราะห์
- ภาษาเหมาะกับวัยและบริบท
- มีเกณฑ์ให้คะแนนหรือบันทึกที่ชัด
- ทดลองใช้และปรับแล้ว
- ก่อน–หลังเทียบเคียงตามวัตถุประสงค์
- ระบุผู้เก็บ เวลา และเงื่อนไข
- เก็บเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น
- มีแผนคุ้มครอง จัดเก็บ และทำลายข้อมูล
เมื่อสร้างข้อคำถามแล้ว อ่านต่อเรื่อง การตรวจ IOC และความตรงเชิงเนื้อหา โดยไม่ใช้ IOC แทนการทดลองใช้และตรวจคุณภาพด้านอื่น
แหล่งอ้างอิง
- Bhutan Ministry of Education and Skills Development. Action Research Guidelines: Data Collection Tools. ตรวจสอบ 2 สิงหาคม 2569
- British Council. Classroom action research.
- Mertler, C. A. (2020). *Action Research: Improving Schools and Empowering Educators*. SAGE.
- Mills, G. E. (2018). *Action Research: A Guide for the Teacher Researcher*. Pearson.
- Brookhart, S. M. (2013). *How to Create and Use Rubrics for Formative Assessment and Grading*. ASCD.
หมายเหตุจากกองบรรณาธิการ: การตรวจคุณภาพต้องเลือกวิธีให้ตรงชนิดข้อมูลและการใช้ผล ไม่ควรอ้างค่าสถิติเดียวเป็นหลักประกันเครื่องมือทุกชนิด











